In Brief
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันที่ 3 มกราคมว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ต่อเวเนซุเอลา และจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร พร้อมภรรยา ก่อนนำตัวออกนอกประเทศแล้ว โดยอัยการสูงสุดของสหรัฐฯ แพม บอนดี ระบุว่า มาดูโรถูกฟ้องร้องในสหรัฐอเมริกา และจะต้องเผชิญข้อหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอาวุธในเขตศาลภาคใต้ของนครนิวยอร์ก
ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวว่า สหรัฐจะเข้ามา “บริหาร” เวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว
จนกว่าจะถึงเวลาที่เราจะสามารถดำเนินการเปลี่ยนผ่านได้อย่างปลอดภัย เหมาะสม และรอบคอบ
อย่างไรก็ตาม เขาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองในช่วงเวลาดังกล่าว หรือบทบาทของกองทัพสหรัฐฯ ในการบริหารประเทศ โดยมีเพียงการยืนยันถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาแหล่งน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ของเวเนซุเอลา ร่วมกับบริษัทพลังงานของสหรัฐฯ
ปฏิบัติการดังกล่าวถูกผู้นำหลายประเทศทั่วโลกออกมาประณาม ขณะที่บางประเทศเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดความตึงเครียดลงโดยทันที ท่ามกลางความไม่ชัดเจนว่า รัฐบาลเวเนซุเอลาจะตอบโต้สถานการณ์นี้อย่างไร แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงบางรายเริ่มออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะแล้วก็ตาม
ในอีกด้านหนึ่ง มาเรีย โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้เอ็ดมุนโด กอนซาเลซ อูร์รูเตีย ผู้ชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเวเนซุเอลา โดยกล่าวว่า
วันนี้เราพร้อมที่จะบังคับใช้คำสั่งของเราและเข้ายึดอำนาจ เราจะยังคงเฝ้าระวัง กระตือรือร้น และจัดระเบียบต่อไป จนกว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นจริง
การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุถึงแผน “บริหารเวเนซุเอลา” ชั่วคราว พร้อมความตั้งใจในการพัฒนาแหล่งน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ของประเทศร่วมกับบริษัทพลังงานสหรัฐฯ ทำให้เวเนซุเอลา ประเทศที่ครอบครองน้ำมันสำรองพิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก กลับมาอยู่ในจุดตัดสำคัญของการเมืองโลก เศรษฐกิจพลังงาน และคำถามใหญ่ของยุคเปลี่ยนผ่านว่า ใครคือผู้กำหนดทิศทางทรัพยากรในโลกหลังยุคฟอสซิล
เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีบทบาทโดดเด่นในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก โดยเฉพาะน้ำมัน ประเทศตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ และครอบครองปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก ประมาณ 2.98 แสนล้านบาร์เรล ณ ปี 2014 อุตสาหกรรมน้ำมันเป็นองค์ประกอบหลักของเศรษฐกิจเวเนซุเอลา สร้างรายได้จากการส่งออกประมาณ 90% และเป็นฐานของดุลการค้าเกินดุลของประเทศ
นอกจากน้ำมันแล้ว เวเนซุเอลายังมีทรัพยากรสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ แร่เหล็ก และบอกไซต์ ซึ่งเป็นแร่หลักในการผลิตอะลูมิเนียม พลังงานไฟฟ้าพลังน้ำก็มีบทบาทสำคัญในโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเวเนซุเอลาจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำต่อหัวในระดับสูง แหล่งผลิตหลักมาจากที่ราบสูงกีอานา (Guiana Highlands)
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ เวเนซุเอลากลับเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง จากการผลิตน้ำมันที่ลดลง เงินเฟ้อสูง และการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมากถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศจึงเผชิญการอพยพของประชากรจำนวนมากที่แสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในต่างแดน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างความมั่งคั่งด้านทรัพยากรกับปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เวเนซุเอลาเป็นกรณีศึกษาที่ซับซ้อนในตลาดทรัพยากรโลก
จนถึงกลางทศวรรษที่ 1930 สินค้าส่งออกหลักของเวเนซุเอลาคือ กาแฟ แต่การค้นพบและพัฒนาการผลิตน้ำมัน ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษ ได้เปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างสิ้นเชิง น้ำมันยังคงเป็นสินค้าหลักและเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่ง โดยเวเนซุเอลาจัดอยู่ในสิบอันดับแรกของผู้ส่งออกน้ำมันโลกมาโดยตลอด เวเนซุเอลาเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันที่สำคัญที่สุดของลาตินอเมริกา
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าประเทศพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์เพียงชนิดเดียวมากเกินไป เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้นหรือลง เศรษฐกิจของประเทศก็ผันผวนตามไปด้วย
ประเทศเวเนซุเอลา ภูมิประเทศและขนาดเศรษฐกิจ
เวเนซุเอลาเป็นประเทศเขตร้อน ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ โดยมีทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นแนวชายฝั่ง ตอนเหนือของประเทศประกอบด้วยที่ราบชายฝั่งแคบ แนวเทือกเขาแอนดีส และทะเลสาบมาราไกโบซึ่งมีรูปร่างคล้ายหยดน้ำ
ตอนกลางของประเทศเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำโอรีโนโกที่ปกคลุมด้วยทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ส่วนตอนใต้เป็นที่ราบสูงกีอานาซึ่งประกอบด้วยหินเก่าแก่ เวเนซุเอลามีอาณาเขตติดต่อกับโคลอมเบีย บราซิล และกายอานา มีพื้นที่รวมประมาณสองเท่าของรัฐแคลิฟอร์เนีย จัดเป็นประเทศขนาดกลางของทวีปอเมริกาใต้ มีขนาดประมาณหนึ่งในสิบของบราซิล แต่ใหญ่กว่ากีอานาฝรั่งเศสถึงสิบเท่า
อุตสาหกรรมน้ำมัน
ในปี 2008 เวเนซุเอลาเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลก แต่ภายในปี 2024 ลดอันดับลงมาเป็นผู้ผลิตอันดับที่ 18 แหล่งน้ำมันหลักอยู่ใต้ไหล่ทวีปแคริบเบียน–แอตแลนติก แอ่งมาราไกโบ และที่ราบโอรีโนโก น้ำมันคิดเป็นประมาณ 90% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และสร้างดุลการค้าเกินดุลให้ประเทศอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลเวเนซุเอลาได้โอนกิจการน้ำมันเป็นของรัฐในช่วงปี 1975–1976 และจัดตั้งบริษัท Petróleos de Venezuela S.A. (PDVSA) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน PDVSA สร้างรายได้ประมาณ 50% ของรายได้ภาครัฐ และคิดเป็นราว 80% ของรายได้จากการส่งออกทั้งหมด
บริษัทมีสัญญากับบริษัทต่างชาติในการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดย PDVSA กลั่นน้ำมันประมาณหนึ่งในสามของปริมาณที่ผลิตได้ ส่วนที่เหลือส่งออกไปกลั่นในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา การผลิตน้ำมันกระจายอยู่ใน 4 แอ่งหลัก ได้แก่ มาราไกโบ ฟัลกอน อาปูเร และโอเรียนทัล โดยสามแอ่งหลังรวมกันเรียกว่า “แถบโอรีโนโก” (Orinoco Belt) ซึ่งมีน้ำมันดิบหนักพิเศษ ต้องใช้เทคโนโลยีการสกัดและกลั่นแบบไม่ดั้งเดิม โรงกลั่นตามชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำมันดิบชนิดนี้โดยเฉพาะ ทำให้เป็นตลาดหลักของเวเนซุเอลา
ในปี 2023 ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าการผลิตอยู่ที่ประมาณ 761,000 บาร์เรลต่อวัน แม้ประเทศจะมีน้ำมันสำรองพิสูจน์แล้วกว่า 3.03806 แสนล้านบาร์เรลในปี 2021 การลงทุนลดลงจากปัญหากระแสเงินสดของ PDVSA การควบคุมราคา และข้อจำกัดด้านแรงงาน ส่งผลให้การผลิตถดถอยต่อเนื่อง
ก๊าซธรรมชาติ
เวเนซุเอลายังไม่เป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติสู่ตลาดโลก แม้จะมีปริมาณสำรองพิสูจน์แล้วมากกว่า 5.6 ล้านล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2021 มากเป็นอันดับสองของซีกโลกตะวันตก รองจากสหรัฐอเมริกา ก๊าซธรรมชาติประมาณ 90% ผลิตร่วมกับแหล่งน้ำมัน และกว่า 35% ถูกใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมัน โดยเฉพาะการอัดกลับลงแหล่งผลิตเพื่อเพิ่มแรงดัน รัฐบาลมีแผนพัฒนาโครงการก๊าซนอกชายฝั่งและการส่งออก LNG แต่จนถึงปี 2024 ยังไม่มีการก่อสร้างโรงแปรสภาพ LNG อย่างเป็นรูปธรรม
พลังงานน้ำ
ไฟฟ้าพลังน้ำเป็นพลังงานหมุนเวียนที่มีต้นทุนต่ำ เวเนซุเอลาจัดอยู่อันดับที่ 9 ของโลกในด้านการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำต่อหัว โดยพลังงานชนิดนี้ตอบสนองความต้องการไฟฟ้าประมาณ 25% ของประเทศ (เทียบกับ 5.6% ในสหรัฐฯ) เขื่อนกูรี (Guri Dam) ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 1978 มีขนาดกำลังผลิตใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ตามข้อมูล World Factbook ปี 2022 ไฟฟ้าของเวเนซุเอลามาจากพลังน้ำ 77.6% เชื้อเพลิงฟอสซิล 22.3% และพลังงานลม 0.1%
แร่เหล็กและบอกไซต์
แหล่งแร่เหล็กและบอกไซต์ของเวเนซุเอลาอยู่ในที่ราบสูงกีอานา ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมของประเทศ เมืองซิวดัดกีอานาเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม โดยพลังงานไฟฟ้าราคาต่ำจากแม่น้ำการอนีสนับสนุนการผลิตโลหะหนัก เวเนซุเอลาเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอะลูมิเนียมอันดับต้น ๆ ของโลก โดยตลาดหลักได้แก่ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และโคลอมเบีย
ทรัพยากรอื่น ๆ
นอกจากนั้น เวเนซุเอลายังผลิตกำมะถัน เฟลด์สปาร์ ทรายซิลิกา รวมถึงถ่านหิน ทองคำ ยูเรเนียม และเพชร แม้จะมีสัดส่วนไม่สูงในตลาดโลก การล่มสลายทางเศรษฐกิจ แม้จะมั่งคั่งด้วยทรัพยากรธรรมชาติ หลังการเสียชีวิตของอูโก ชาเวซในปี 2013 เวเนซุเอลาถูกมองว่าเป็นรัฐล้มเหลว การพึ่งพาน้ำมันเกือบทั้งหมด ราคาน้ำมันที่ร่วงจาก 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2014 เหลือ 30 ดอลลาร์ในปี 2016 ผนวกกับเงินเฟ้อ การทุจริต และการบริหารจัดการที่ล้มเหลว ทำให้เศรษฐกิจทรุดหนัก
รายงานของ Council on Foreign Relations ระบุว่า ในปี 2022 ประชากร 77% จากทั้งหมด 28 ล้านคนอยู่ในภาวะยากจนขั้นรุนแรง และมีประชาชนมากกว่า 6 ล้านคนอพยพออกนอกประเทศตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา