

KEY
POINTS
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รวบรวมบทเรียนอุทกภัยกรุงเทพฯ และภาคใต้ พบโจทย์สำคัญตั้งแต่โครงสร้างจัดการน้ำที่ยังไม่เชื่อมโยง ระบบเตือนภัยที่เข้าไม่ถึงประชาชนบางกลุ่ม ไปจนถึงการประสานความช่วยเหลือและข้อจำกัดของท้องถิ่น พร้อมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาลและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
เวทีวิชาการ “น้ำท่วม: บทเรียนวันนี้ ความพร้อมวันหน้า – ถอดบทเรียนกรุงเทพฯ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ภาคใต้ เพื่อเมืองและชุมชนพร้อมรับมือ” เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อรวบรวมบทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมและแลกเปลี่ยนแนวทางรับมือ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ภูมิสถาปัตยกรรม และตัวแทนภาคประชาชนร่วมเสนอข้อคิดเห็น
สาระสำคัญครอบคลุมการเชื่อมข้อมูลน้ำกับระบบเตือนภัย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การใช้เทคโนโลยีคาดการณ์น้ำท่วม การจัดสรรความช่วยเหลือให้ทั่วถึง ตลอดจนการเพิ่มบทบาทท้องถิ่นและชุมชนในการรับมือภัยพิบัติ
รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสนอว่า การจัดการน้ำต้องจำแนกกลไกน้ำท่วมให้ชัดเจน ทั้งน้ำหลากจากลุ่มน้ำ ฝนตกหนักในเมือง น้ำป่าไหลหลาก การระบายน้ำล่าช้า และระดับน้ำปลายทางหรือน้ำทะเลหนุน เพื่อให้การวางแผนรับมือสอดคล้องกับสาเหตุของแต่ละพื้นที่
สำหรับกรุงเทพฯ ต้องพิจารณาปริมาณฝนในเมืองร่วมกับน้ำจากพื้นที่โดยรอบ ความสามารถของคลองและระบบสูบน้ำ รวมถึงระดับน้ำปลายทาง ขณะที่ภาคใต้ต้องเตรียมรับมือฝนตามฤดูกาลและติดตามคำเตือนอย่างต่อเนื่อง
อีกประเด็นสำคัญคือการเชื่อมข้อมูลฝน ระดับน้ำ น้ำท่า การระบายน้ำจากเขื่อนและประตูน้ำ ศักยภาพระบบระบายน้ำ การใช้ที่ดิน และข้อมูลชุมชน เพื่อประเมินว่าน้ำจะมาถึงพื้นที่ใด เมื่อใด และมีแนวโน้มท่วมลึกหรือยาวนานเพียงใด พร้อมกำหนดหน้าที่การแจ้งเตือนและแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน
การประเมินสถานการณ์ยังต้องเปิดเผยสมมติฐาน ข้อจำกัด และความไม่แน่นอนของแบบจำลอง รวมถึงคำนึงถึงผลกระทบต่อพื้นที่ต้นน้ำ ปลายน้ำ เมือง พื้นที่เกษตร และชุมชนอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ข้อมูลนำไปสู่การตัดสินใจและช่วยให้ประชาชนเตรียมตัวได้ทันเวลา
รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน ภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า แม้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีและศูนย์ติดตามสถานการณ์น้ำที่พัฒนาขึ้น แต่การพัฒนาโครงสร้างสำคัญในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและกรุงเทพฯ ยังล่าช้าและไม่เชื่อมโยงเป็นระบบทั่วถึง โดยเฉพาะการขาดระบบรวบรวมน้ำเข้าสู่อุโมงค์ผันน้ำ
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในการพัฒนาบุคลากรให้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากความก้าวหน้าในอาชีพมักนำไปสู่สายงานบริหาร
สำหรับการรับมืออุทกภัย ยังมีข้อจำกัดด้านซอฟต์แวร์ประเมินฝนล่วงหน้าและการใช้ข้อมูลเรดาร์ระยะสั้นร่วมกับแบบจำลองจากข้อมูลดาวเทียม ขณะที่หน่วยงาน เขต และประชาชนจำเป็นต้องทำความเข้าใจแผนรับมือร่วมกันมากขึ้น ทั้งการฝึกซ้อมบนโต๊ะและการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้จริงเมื่อเกิดสถานการณ์
รศ.ดร.พรรณพิมพ์ พุทธรักษา มะเปี่ยม ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเสนอระบบ Radar4Flood ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ระบบใช้เรดาร์ตรวจอากาศติดตามและคาดการณ์ฝนล่วงหน้า 1–3 ชั่วโมง ด้วยความละเอียดเชิงพื้นที่ 600 × 600 เมตร และปรับปรุงข้อมูลทุก 10 นาที
เมื่อนำข้อมูลฝนมาประมวลผลร่วมกับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ กรณีศึกษาลุ่มน้ำทับมา จังหวัดระยอง สามารถคาดการณ์น้ำล้นตลิ่งล่วงหน้าได้ประมาณ 6–14 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งเฝ้าระวังและลักษณะของเหตุการณ์
เทศบาลตำบลทับมานำระบบไปใช้ติดตามสถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ และแจ้งเตือนประชาชนในเหตุการณ์น้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ใช้สนับสนุนการเฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ยังมีความไม่แน่นอนจากพฤติกรรมฝนและสภาพพื้นที่ จึงต้องปรับปรุงผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมสื่อสารระดับความเสี่ยงและแนวโน้มสถานการณ์ให้ประชาชนเข้าใจได้ชัดเจน
ข้อเสนอคือให้หน่วยงานแลกเปลี่ยนข้อมูลเรดาร์ อุตุนิยมวิทยา และอุทกวิทยาอย่างเป็นระบบ พร้อมเผยแพร่ข้อมูลเชิงตัวเลขสู่สาธารณะ เพื่อพัฒนาระบบคาดการณ์น้ำท่วมที่ประมวลผลอัตโนมัติใกล้เวลาจริง และช่วยให้ท้องถิ่นตัดสินใจได้ทันสถานการณ์
นายธราธพ ชาตรี กรรมการอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพฯ ในฐานะผู้แทนภาคประชาชน สะท้อนกรณีชุมชนริมคลองเปรมและคลองลาดพร้าว ซึ่งประสบปัญหาน้ำเข้าบ้านช่วงกลางคืนวันที่ 25 ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 กันยายน 2569
จากข้อมูลที่นำเสนอ ประชาชนในชุมชนที่กล่าวถึงไม่ได้รับคำเตือนล่วงหน้าว่าน้ำจะเข้าท่วม แต่รับรู้สถานการณ์ผ่านการแจ้งต่อกันในกลุ่มไลน์เมื่อเกิดเหตุแล้ว ขณะที่บางครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เข้าไม่ถึงข้อมูลเพราะไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือไม่ชำนาญการใช้งาน
ความต้องการเร่งด่วนของชุมชนประกอบด้วยน้ำ อาหาร ยารักษาโรค ห้องสุขาเคลื่อนที่ และที่พักชั่วคราว โดยการประสานความช่วยเหลืออาศัยสำนักงานเขตเป็นหลัก ส่วนชุมชนที่มีผู้นำและเครือข่ายเข้มแข็งสามารถประสานหน่วยงานหรือภาคเอกชนเพิ่มเติมได้
จึงมีข้อเสนอให้จัดทำข้อมูลความช่วยเหลือของแต่ละชุมชนไว้ที่ศูนย์ประสานงาน เพื่อจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมและติดตามพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ ควบคู่กับการปรับปรุงระบบเตือนภัยให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม
นอกจากผลกระทบต่อการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และทรัพย์สินเสียหายแล้ว ประชาชนบางกลุ่มยังประสบความยุ่งยากในการขอรับเงินชดเชย ขณะที่หลังน้ำลดต้องจัดการขยะและประสานรถกับกำลังคนเพิ่มเติม จึงเสนอให้มีจุดประสานงานและสั่งการภัยพิบัติที่ชัดเจน พร้อมเพิ่มพื้นที่แก้มลิงตามธรรมชาติหรือใต้ดินในจุดเสี่ยง เพื่อรองรับฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น
รศ.ดร.ศนิ ลิ้มทองสกุล สาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า การขยายเมืองสู่พื้นที่ลุ่มต่ำและการเพิ่มพื้นผิวดาดแข็งทำให้พื้นที่มีความเสี่ยงและเปราะบางต่อน้ำท่วมมากขึ้น ขณะที่การพึ่งพาโครงสร้างทางวิศวกรรมเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและอาจทำให้ความเสี่ยงย้ายไปยังพื้นที่ข้างเคียง
แนวทางที่เสนอคือการใช้ธรรมชาติเป็นฐานในการจัดการน้ำ หรือ Nature-based Solutions (NbS) โดยอาศัยพืชพรรณ ดิน สวน ป่า และพื้นที่ชุ่มน้ำช่วยให้น้ำซึม ชะลอการไหล และกักเก็บน้ำ ควบคู่กับการใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมในจุดวิกฤติที่จำเป็น ตั้งแต่ระดับอาคาร เมือง ไปจนถึงระดับลุ่มน้ำ
ในเชิงนโยบาย เสนอให้รัฐบาลและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติบรรจุแนวทางดังกล่าว รวมถึงแนวคิดการคืนพื้นที่ให้แม่น้ำ หรือ Room for the River ไว้ในผังลุ่มน้ำและแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พร้อมส่งเสริมการปรับตัวโดยมีชุมชนเป็นฐาน และกำหนดกลไกชดเชยเจ้าของที่ดินที่ใช้รองรับน้ำอย่างเป็นธรรม
นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา เสนอให้แบ่งภารกิจระหว่างรัฐบาลส่วนกลางกับท้องถิ่นให้ชัดเจน และทบทวนความสัมพันธ์ด้านอำนาจหน้าที่ในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การรับมือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นหลายแห่งพร้อมกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การจัดการภัยพิบัติไม่ควรพึ่งรัฐบาลส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว หรือปล่อยให้แต่ละท้องถิ่นดำเนินการแยกจากกัน แต่ต้องสร้างความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นและชุมชน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยมุ่งหาทางออกที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน
นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารหลายรูปแบบควบคู่กับระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการจัดการตนเองของชุมชน เพื่อให้ความช่วยเหลือรวดเร็ว ทั่วถึง และตรงกับความต้องการ พร้อมฟื้นฟูสภาพแวดล้อมหลังภัยพิบัติให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วที่สุด
หลังการเสวนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะรวบรวมหลักฐาน ข้อจำกัด และช่องว่างของข้อมูล เพื่อจัดทำเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Brief) เสนอต่อรัฐบาล สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเผยแพร่องค์ความรู้และพัฒนาแนวทางความร่วมมือ โดยคำนึงถึงเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละลุ่มน้ำ เมือง และชุมชน แทนการใช้แนวทางเดียวกับทุกพื้นที่