

KEY
POINTS
เมืองฟองน้ำ (Sponge City) เป็นแนวทางจัดการน้ำที่ออกแบบเมืองให้สามารถดูดซับ กักเก็บ ชะลอ กรอง และนำน้ำฝนกลับมาใช้ เพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วมจากฝนตกหนัก พาไปรู้จัก 4 โมเดลจากจีน เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์ ซึ่งนำแนวคิดเมืองฟองน้ำมาปรับใช้แตกต่างกันตามบริบทของแต่ละประเทศ แนวทางดังกล่าวสะท้อนทางเลือกในการจัดการน้ำของเมือง ท่ามกลางสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และหลายพื้นที่ของประเทศไทย
สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพมหานคร สะท้อนโจทย์การบริหารจัดการน้ำของเมืองที่ต้องรับมือทั้งน้ำฝน น้ำท่วมขัง และมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบน ขณะที่การระบายน้ำยังเป็นประเด็นสำคัญในการลดผลกระทบต่อประชาชน สำหรับกรุงเทพมหานคร ก่อนหน้านี้มีฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน ส่งผลให้หลายพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 300 มิลลิเมตร และเกิดน้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แนวคิดการจัดการน้ำของเมืองถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง โดยเฉพาะการออกแบบพื้นที่เมืองให้สามารถรองรับน้ำฝนได้มากกว่าการพึ่งพาระบบระบายน้ำเพียงอย่างเดียว
การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วและการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนพื้นที่ปิดทับที่ไม่ซึมน้ำ เช่น คอนกรีตและลาดยาง ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวัฏจักรทางอุทกวิทยาตามธรรมชาติ
ระบบการจัดการน้ำในอดีตซึ่งพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานสีเทาเป็นหลัก เช่น คลองคอนกรีต ท่อระบายน้ำใต้ดิน และสถานีสูบน้ำ มุ่งเน้นการระบายน้ำฝนออกจากพื้นที่เมืองให้เร็วที่สุด
แนวทางดังกล่าวนอกจากจะสร้างภาระทางงบประมาณอย่างมหาศาลแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ปลายน้ำ และทำให้เมืองขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุนในสภาวะแห้งแล้ง
เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นวัตกรรม “เมืองฟองน้ำ” (Sponge City) ถูกพัฒนาขึ้นในฐานะกระบวนทัศน์ใหม่ของการวางผังและออกแบบเมืองที่เน้นการทำงานร่วมกับธรรมชาติ
แนวคิดนี้มุ่งใช้โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว-ฟ้า ร่วมกับการออกแบบเมืองที่ไวต่อวิถีน้ำ เพื่อเพิ่มความสามารถของเมืองในการ ดูดซับ กักเก็บ ชะลอ กรอง และนำน้ำฝนกลับมาใช้ใหม่ ในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับโจทย์ของกรุงเทพฯ แนวคิดดังกล่าวจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการน้ำฝนที่ตกลงมาในพื้นที่เมือง เพราะแทนที่จะมองน้ำฝนเป็นเพียงน้ำที่ต้องรีบระบายออกจากเมือง แนวคิดเมืองฟองน้ำให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่ที่สามารถรับและกักเก็บน้ำไว้ก่อน
กลไกทางอุทกวิทยาของเมืองฟองน้ำตั้งอยู่บน 4 เสาหลัก ได้แก่ การดูดซับและเพิ่มความหนาแน่นของพื้นผิวซึมน้ำ เพื่อลดปริมาณน้ำท่าที่ไหลบนผิวดิน การกักเก็บและชะลอการไหล เพื่อลดยอดคลื่นน้ำท่วมในช่วงที่เกิดฝนตกหนัก การบำบัดน้ำตามธรรมชาติ ผ่านกระบวนการทางชีวภาพของดินและพืชพรรณ การคายระเหยของน้ำ เพื่อบรรเทาปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง และปรับปรุงสภาวะอากาศจุลภาค
ทั้ง 4 กลไกทำให้พื้นที่เมืองไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นพื้นที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจ แต่ยังสามารถทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการน้ำได้
สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศที่ผลักดันแนวคิดเมืองฟองน้ำอย่างเป็นระบบและกว้างขวาง โดยเริ่มต้นขึ้นหลังจากกระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมือง-ชนบทประกาศแนวทางการก่อสร้างเทคนิคเมืองฟองน้ำในปี ค.ศ. 2014
รัฐบาลกลางจีนคัดเลือกเมืองนำร่องรวม 30 เมือง เช่น อู่ฮั่น เซินเจิ้น และเซี่ยงไฮ้ เพื่อรับเงินอุดหนุนโดยตรงระหว่าง 700-1,100 ล้านหยวนต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี
กลยุทธ์ของจีนเน้นการแปลงพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ให้เป็นสวนฟองน้ำ การสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม และการปรับเปลี่ยนทางเท้าเป็นบล็อกประสานซึมน้ำ
นครเซี่ยงไฮ้จัดสร้างสวนฟองน้ำ Starry Sky เพื่อแก้ปัญหาแผ่นดินทรุดและการจัดการน้ำฝน ขณะที่เมืองอู่ฮั่นบูรณาการสวนน้ำฝนและพื้นที่ชุ่มน้ำซึมน้ำทั่วเมือง
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในจีนยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง เนื่องจากเมืองใหญ่มากกว่าครึ่งหนึ่งประสบปัญหาแผ่นดินทรุดจากการสูบน้ำใต้ดินในอดีต รวมถึงปัญหาความเชื่องช้าในการประสานงานข้ามกระทรวงและขอบเขตการปกครองท้องถิ่น
สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดเมืองฟองน้ำในยุโรปภายใต้ชื่อ “Schwammstadt” โดยมีเมืองเบอร์ลิน ฮัมบูร์ก และเดรสเดนเป็นต้นแบบสำคัญ
ความโดดเด่นของโมเดลเยอรมนีคือการให้ความสำคัญกับ การระเหยและการคายน้ำของพืชพรรณ เนื่องจากงานวิจัยทางอุทกวิทยาพบว่า พื้นที่เมืองส่วนใหญ่สูญเสียอัตราการระเหยน้ำตามธรรมชาติไปอย่างมหาศาล ซึ่งส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมในอาคาร
ภายหลังเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันในกรุงเบอร์ลินเมื่อปี ค.ศ. 2017 รัฐบาลท้องถิ่นได้ออกกฎหมายบังคับให้โครงการก่อสร้างและพัฒนาเมืองใหม่ทั้งหมดต้องจัดการน้ำฝนให้อยู่ภายในแปลงที่ดินของตนเอง โดยห้ามปล่อยลงสู่ระบบท่อระบายน้ำรวม
โครงการพัฒนาพื้นที่อดีตสนามบินเทเกล (Tegel Airport) ถูกออกแบบให้เป็นย่านเมืองฟองน้ำที่กักเก็บและระเหยน้ำฝนในพื้นที่แบบกระจายตัวทั้งหมด
ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการสร้างคันกั้นน้ำมาสู่แนวคิด “การอยู่ร่วมกับน้ำ” ผ่านโปรแกรมบริหารจัดการน้ำระดับชาติ หรือ Dutch Delta Programme ซึ่งจัดสรรงบประมาณเกือบ 1,000 ล้านยูโรต่อปี
เมืองร็อตเตอร์ดัมพัฒนานวัตกรรมพื้นที่สาธารณะพหุประโยชน์ เช่น “จัตุรัสน้ำ” Benthemplein ซึ่งในสภาวะอากาศปกติทำหน้าที่เป็นลานกิจกรรมและสนามบาสเกตบอล แต่เมื่อเกิดพายุฝนตกหนัก ลานแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นแอ่งกักเก็บน้ำฝนชั่วคราว เพื่อชะลอปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่ระบบท่อระบายน้ำหลักของเมือง
สิงคโปร์เปลี่ยนคลองระบายน้ำเป็นพื้นที่ธรรมชาติ
สาธารณรัฐสิงคโปร์ประยุกต์ใช้แนวคิดเมืองฟองน้ำผ่านนโยบาย Active, Beautiful, Clean Waters (ABC Waters) เพื่อแปลงโครงสร้างระบายน้ำคอนกรีตให้กลายเป็นลำน้ำและสวนสาธารณะตามธรรมชาติ
โครงการ Bishan-Ang Mo Kio Park เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยมีการเปลี่ยนคลองระบายน้ำคอนกรีตความยาว 2.7 กิโลเมตร ให้กลายเป็นแม่น้ำธรรมชาติเลี้ยวลดคดเคี้ยว ล้อมรอบด้วยพืชพรรณที่ช่วยซึมน้ำและกรองมลพิษ
สิงคโปร์ยังใช้กลไกการให้ทุนอุดหนุน Skyrise Greenery Incentive Scheme (SGIS) เพื่อส่งเสริมการทำหลังคาเขียวและสวนแนวตั้งในอาคารเอกชน
สถานการณ์น้ำในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ทำให้เห็นโจทย์การบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่พื้นที่ตอนบนจนถึงกรุงเทพมหานคร โดยหน่วยงานด้านน้ำยังต้องบริหารทั้งน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ตอนบน น้ำในลุ่มน้ำ และน้ำฝนในพื้นที่เมือง ขณะที่กรุงเทพฯ ต้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่
หากนำแนวคิดเมืองฟองน้ำมาพิจารณาในบริบทของกรุงเทพฯ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การแทนที่คลอง ท่อ หรือสถานีสูบน้ำทั้งหมด แต่เป็นการเพิ่มระบบที่ช่วย ดูดซับ กักเก็บ ชะลอ กรอง และนำน้ำกลับมาใช้ ให้เกิดขึ้นภายในเมืองควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานเดิม