thansettakij
thansettakij
นายกรัฐมนตรี น้ำท่วม

อนุทิน สั่งลุยเมกะโปรเจ็กต์น้ำ 3 แสนล้าน ปัดฝุ่นฟลัดเวย์ แก้น้ำท่วม กทม.

30 ก.ย. 69 | 02:03 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ก.ย. 69 | 02:10 น.

รัฐบาลอนุทิน เดินหน้าลงทุน 3 เมกะโปรเจ็กต์น้ำ มูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านบาท หวังแก้ปัญหาภัยพิบัติ น้ำท่วมซ้ำซาก ดันโครงการใหญ่ คลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย พ่วงปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง และแก้น้ำท่วมภาคใต้

KEY

POINTS

  • รัฐบาลอนุมัติเมกะโปรเจกต์บริหารจัดการน้ำ วงเงินรวมเกือบ 3 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในระยะยาว
  • โครงการหลักคือการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลาก (ฟลัดเวย์) "ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย" มูลค่า 1.65 แสนล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทยโดยตรง
  • แผนงานยังครอบคลุมโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง (9.5 หมื่นล้านบาท) และแผนบรรเทาอุทกภัยในภาคใต้ (3-4 หมื่นล้านบาท)

ปัญหาอุทกภัยที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรม อุตสาหกรรม รวมถึงไปถึงเหตุการณ์ “ฝนถล่มกรุง” จนทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นอัมพาต ส่งผลให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องประกาศวันหยุดราชการพิเศษ วันที่ 28-29 กันยายน 2569 สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นโจทย์เร่งด่วนรัฐบาลกับการหาวิธีป้องกันด้วยการเร่งรัดแก้ไขผ่านเมกะโปรเจ็กต์ด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยมีเป้าหมายแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในระยะยาว และเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำหลากลงสู่อ่าวไทย

 นายกรัฐมนตรี ประกาศด้วยตัวเองว่า การแก้ไขปัญหาระยะยาวเรื่องการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ ได้มอบหมายสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ศึกษาโครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากชัยนาท - ป่าสัก-อ่าวไทย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้หากรวมกับโครงการก่อนหน้าที่ผ่านการพิจารณาจาก ครม. ได้แก่ โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง และโครงการบรรเทาอุทกภัยภาคใต้ จะมีรวมวงเงินรวมกันกว่า 2.9 - 3 แสนล้านบาท

สำหรับวงเงินเมกะโปรเจกต์แก้ปัญหาน้ำท่วมทั้ง 3 โครงการ แบ่งเป็น โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง มีวงเงิน 9.5 หมื่นล้านบาท ส่วนคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทยมีวงเงิน 1.65 แสนล้านบาท และแพ็กเกจแก้น้ำท่วมภาคใต้ที่มีโครงการรวมกว่า 700 โครงการ มีกรอบวงเงิน 3-4 หมื่นล้านบาท โดยการเร่งผลักดันจะดำเนินการผ่านหน่วยงานรับผิดชอบคือ กรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

ลุยโครงการเฉียดแสนล้าน

สำหรับโครงการแรก โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง วงเงิน 9.5 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมาโครงการนี้ได้ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมครม. เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ไปแล้ว ภายในกรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ระยะเวลา 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570-2575 เพื่อเพิ่มการระบายน้ำหลากลงสู่อ่าวไทย และแก้ปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง จะปรับปรุงโครงข่ายคลองชลประทานเดิม 22 คลองหลัก ความยาวรวม 462.8 กิโลเมตร และก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารชลประทาน 23 อาคาร แบ่งเป็นก่อสร้างใหม่ 12 อาคาร ปรับปรุงอาคารบังคับน้ำ 10 อาคาร และปรับปรุงสถานีสูบน้ำ 1 อาคาร โครงการจะเพิ่มศักยภาพการรับน้ำเข้าผ่านคลองระพีพัฒน์จากเดิม 210 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที

โดยระบายออกทางแม่น้ำเจ้าพระยา 100 ลบ.ม./วินาที ผ่านแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำบางปะกงรวม 156 ลบ.ม./วินาที และระบายลงคลองชายทะเลเพื่อสูบออกสู่ทะเลอีก 144 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะป้องกันและลดปัญหาน้ำท่วมบริเวณชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาได้ 298,250 ไร่

แบ่งทำเป็นระยะตามความพร้อมพื้นที่

แต่เนื่องจากโครงการมีวงเงินสูงและมีส่วนที่เป็นเงินกู้ร่วมด้วย โดย สศช. เสนอ ให้กรมชลประทานจัดทำแผนก่อสร้างเป็นระยะ (Phasing) ตามความสามารถในการส่งมอบที่ดินให้ผู้รับจ้าง เช่นเดียวกับกระทรวงการคลัง เสนอว่าเห็นควรให้กรมชลประทานจัดลำดับแผนก่อสร้างเป็นระยะ ตามความพร้อมในการส่งมอบที่ดินสำหรับพื้นที่ตามแนวคลองที่พบปัญหาสิ่งรุกล้ำลำน้ำตามความเห็นของ สศช.

รวมถึงให้กรมชลประทานเร่งรัดจัดทำแผนการจัดการสิ่งรุกล้ำในเขตคลองร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และกระทรวงมหาดไทย ให้สอดคล้องกับแผนก่อสร้างทั้งโครงการ และให้แผนขอรับการสนับสนุนเงินกู้สอดคล้องกับแผนดำเนินโครงการ ขณะที่ สทนช. เห็นควรพิจารณาก่อสร้างคลองแนวดิ่ง (เหนือ-ใต้) ก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเลได้โดยตรง

ดันคลองชัยนาท-อ่าวไทย แสนล้าน

ขณะที่เมกะโปรเจ็กต์ใหญ่ โครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากชัยนาท - ป่าสัก – อ่าวไทย มูลค่า 1.65 แสนล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างยั่งยืน ตามแผนจะเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำจากหน้าเขื่อนเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทย จาก 210 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 430 ลบ.ม.ต่อวินาที ช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมในลุ่มน้ำ เจ้าพระยาได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ และกักเก็บน้ำไว้ใช้หน้าแล้งได้กว่า 155 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับโครงการได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 โดยผ่านการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว และมีแผนเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ลักษณะของโครงการ แบ่งเป็น 2 ช่วง โดยในช่วงที่ 1 เป็นการปรับปรุงคลองชัยนาท - ป่าสัก ความยาว 134.365 กิโลเมตร อัตราการระบายน้ำหลากสูงสุด 930 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่วนช่วงที่ 2 คลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย ความยาว 135.655 กิโลเมตร อัตราการระบายน้ำหลากสูงสุด 600 ลบ.ม.ต่อวินาที

สำหรับประโยชน์ของโครงการสามารถตัดยอดน้ำหลากหน้าเขื่อนเจ้าพระยาไปสู่ทะเลได้เพิ่มขึ้นจาก 210 เป็น 430 ลบ.ม.ต่อวินาที และเก็บกักน้ำหลากไว้ในคลองได้รวม 155.77 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็น คลองชัยนาท-ป่าสัก 98.37 ล้าน ลบ.ม. และคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย 57.4 ล้าน ลบ.ม. อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอุทกภัยหรือลดมูลค่าความเสียหายจากอุทกภัย เฉลี่ยปีละ 5,085-16,938 ล้านบาท และสามารถบริหารจัดการน้ำหลากจากน้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักลงสู่ทะเล ลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ (เหตุการณ์ปี 2554)

พร้อมเร่งจัดซื้อจัดจ้างทันที

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. ยอมรับว่า โครงการระบายน้ำในเส้นทางชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ที่เสนอต่อครม.ไปนั้น คาดว่า ใช้เวลาดำเนินการ 8 ปี หากมีโครงการนี้จะสามารถช่วยตัดยอดน้ำตั้งแต่ภาคเหนือ เพื่อไม่ให้ลงมาที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถือว่าเป็นโครงการที่จำเป็น เพราะเราเห็นกันอยู่ว่า เรื่องน้ำไม่แน่นอน ฤดูฝนต้องมาบริหารจัดการวิธีการเดิม โดยไม่มีเครื่องมือใหม่

ดังนั้น หากมีโครงการนี้แล้วปีไหนที่มีน้ำมาก หรือฝนตกหนัก เราจะมีเครื่องมือบริหารเพื่อไม่ให้น้ำท่วมก็เป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตามเมื่อโครงการผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.แล้ว นายดนุชา กล่าวว่า ในงบประมาณปี 2570 ได้ตั้งงบประมาณไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ซึ่งจะเริ่มโครงการได้ก่อน เมื่อที่ประชุม ครม.อนุมัติแล้วจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งกระทรวงการคลังคงต้องเจรจาและดูเรื่องเงินกู้ โดยจะดูให้เหมาะสมที่สุด หากเงินกู้มาเร็วจะเร่งดำเนินการได้

หวังแก้น้ำท่วมเบ็ดเสร็จ

แหล่งข่าวจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าโครงการคลองระบายน้ำหลัก “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” ซึ่งมีกรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ว่า เมื่อครม. พิจารณาเห็นชอบในหลักการ เพื่อเดินหน้าพัฒนาให้เป็นคลองระบายน้ำสายหลักของประเทศ จะช่วยรองรับการบริหารจัดการน้ำหลากและลดความเสี่ยงอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการน้ำและบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออก ซึ่งมีการศึกษาต่อเนื่องจากบทเรียนมหาอุทกภัยปี 2554

โดยพบว่า ในช่วงเกิดน้ำหลาก ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมามีมากกว่าศักยภาพที่แม่น้ำเจ้าพระยาจะรองรับได้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ประมาณ 1,800 ลบ.ม.ต่อวินาที ดังนั้น แนวทางสำคัญคือการเพิ่มช่องทางระบายน้ำออกสู่ทะเล เพื่อไม่ให้มวลน้ำจำนวนดังกล่าวไหลผ่านระบบแม่น้ำเจ้าพระยาเพียงช่องทางเดียว และลดแรงกดดันต่อพื้นที่ลุ่มน้ำตอนล่าง รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นอกจากนี้ ยังมีโครงการเดิมของกรมชลประทานที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว แต่ประสบปัญหาเรื่องที่ดินและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยระหว่างดำเนินงาน เช่น โครงการคลองผันน้ำยม-น่าน ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยจะเสนอขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ เพื่อให้สามารถก่อสร้างและดำเนินงานจนแล้วเสร็จต่อไป

แก้น้ำท่วมใต้ 4 หมื่นล้าน

แหล่งข่าวจาก สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากโครงการที่เตรียมเสนอขออนุมัติแล้ว สทนช. ยังได้รายงานแพ็คเกจโครงการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ต่อ ครม. เพื่อรับทราบ โดยเป็นการทำงานของคณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้แผนดังกล่าวนำบทเรียนจากสถานการณ์อุทกภัยมาจัดทำเป็นแผน ระยะเร่งด่วน ระยะกลาง 3–5 ปี และระยะยาวมากกว่า 5 ปี โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีโครงการรวมกว่า 700 โครงการ กรอบวงเงินประมาณ 30,000–40,000 ล้านบาท และคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการมากกว่า 8 ปี ขณะที่พื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้จัดทำแพ็กเกจโครงการในลักษณะเดียวกัน เพื่อยกระดับระบบป้องกันและบริหารจัดการอุทกภัย พร้อมจัดทำคู่มือปฏิบัติงานสำหรับหน่วยงานภาครัฐและประชาชน เพื่อถ่ายทอดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปใช้รับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่

ก่อนหน้านี้ในการประชุมครม.สัญจร จังหวัดสงขลา ครม.ได้มีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) โดยเห็นข้อเสนอจากพื้นที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ และและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 5 จังหวัด ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยมีโครงการที่เห็นควรขอรับการจัดสรรงงบกลาง เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ (เทศบาลนครหาดใหญ่) งบประมาณ 25,900,000 บาท

ส่วนข้อเสนอเพื่อดำเนินการในระยะยาว ประกอบด้วยการบริหารจัดการน้ำโดยการระบายน้ำ คูคลอง และท่อระบายน้ำให้สามารถรองรับฝนตกหนักและน้ำหลากได้เต็มประสิทธิภาพ การจัดทำระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าโดยบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพัฒนาช่องทางการแจ้งเตือนให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง การจัดเตรียมทรัพยากร เครื่องมือ อุปกรณ์ และบุคลากรโดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพร้อมกันหลายพื้นที่ และการช่วยเหลือ เยียวยาและฟื้นฟูเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบของผู้ได้รับความเสียหายอย่างรวดเร็วและทันสถานการณ์