thansettakij
thansettakij
เอลนีโญรุนแรง กระทบข้าว-มันสำปะหลัง ภาคเกษตรเสียหายเกือบ 5 หมื่นล้าน

เอลนีโญรุนแรง กระทบข้าว-มันสำปะหลัง ภาคเกษตรไทยเสียหายเกือบ 5 หมื่นล้าน

17 ส.ค. 69 | 09:04 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ส.ค. 69 | 09:05 น.

เอลนีโญส่อรุนแรงในช่วงครึ่งหลังปี 2569 NOAA ประเมินโอกาสเกิดระดับรุนแรงมากกว่า 90% เสี่ยงฝนทิ้งช่วงกระทบภาคเกษตร คาดความเสียหายข้าว-มันสำปะหลังเกือบ 5 หมื่นล้านบาท หากเกิดภัยแล้งรุนแรง

KEY

POINTS

  • NOAA คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญมีโอกาสรุนแรงมากในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ด้วยความน่าจะเป็นสูงกว่า 90%
  • หากเกิดภัยแล้งรุนแรง คาดว่าผลผลิตข้าวและมันสำปะหลังจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก คิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 5 หมื่นล้านบาท
  • ความเสียหายที่ประเมินไว้แบ่งเป็นผลผลิตข้าวประมาณ 3.8 ล้านตัน (4.6 หมื่นล้านบาท) และมันสำปะหลัง 1.06 ล้านตัน (2.8 พันล้านบาท)

ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 โดยสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มทวีความรุนแรงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดย NOAA ประเมินโอกาสเกิดเอลนีโญระดับรุนแรงมากในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 มากกว่า 90% ขณะที่โอกาสเกิดเหตุการณ์ระดับประวัติศาสตร์สูงกว่า 69% เสี่ยงกระทบผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ หากเกิดภัยแล้งรุนแรงอาจทำให้ข้าวและมันสำปะหลังเสียหายรวม 49,299.8 ล้านบาท

NOAA ประเมินเอลนีโญรุนแรงมากกว่า 90%

จากการเผยแพร่ข้อมูล ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2569 องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) ประเมินความน่าจะเป็นของโอกาสเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในระดับรุนแรงมาก (Very Strong El Niño Chance) ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 มากกว่า 90.001%

ขณะเดียวกัน มีความน่าจะเป็นของโอกาสเกิดปรากฏการณ์ระดับประวัติศาสตร์ (Historic Event) ซึ่งมีความรุนแรงเกินกว่าปรากฏการณ์เอลนีโญในอดีตที่เคยบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 2493 มากกว่า 69.00%

ฝนสะสมต่ำกว่าปกติ เสี่ยงกระทบน้ำต้นทุน

ภาพรวมปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศยังต่ำกว่าค่าปกติ 8.02% ประกอบกับปัจจุบันอยู่ในสภาวะเอลนีโญและมีแนวโน้มกำลังแรงขึ้น จึงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงฝนทิ้งช่วงและผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) คาดว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ประเทศไทยจะมีปริมาณน้ำทั้งประเทศหรือน้ำต้นทุนรวม 51,563 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 73% และจะมีปริมาณน้ำใช้การได้ (Usable water) รวมทั้งสิ้น 32,274 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 45.50% ของความจุเก็บกักรวม

สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังน้ำน้อย ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งมีปริมาตรน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำกักเก็บน้ำต่ำสุด มีจำนวน 3 แห่ง ได้แก่

ภาคเหนือ 1 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ปริมาณน้ำคิดเป็น 68%

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำน้ำพุง จังหวัดสกลนคร ปริมาณน้ำคิดเป็น 24% และอ่างเก็บน้ำจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ปริมาณน้ำคิดเป็น 67%

เอลนีโญในอดีตกระทบ GDP เกษตร

ภายใต้การคาดการณ์แนวโน้มดังกล่าว และการประเมินผลกระทบต่อภาคการผลิตเบื้องต้นโดยพิจารณาจากข้อมูลในอดีต พบว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2558-2559 และ 2562-2563 ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ

โดยเฉพาะผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 20.91% ต่อ GDP เกษตรปี 2567 มันสำปะหลัง 2.97% และอ้อย 3.34%

ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้ GDP เกษตรในช่วงปี 2557-2559 และปี 2562-2563 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพืชกลุ่มดังกล่าวมีความเปราะบางต่อภาวะฝนทิ้งช่วง

ภัยแล้งรุนแรง เสี่ยงข้าวเสียหาย 3.8 ล้านตัน

การประเมินเบื้องต้นระบุว่า หากภาวะฝนทิ้งช่วงและปริมาณน้ำในเขื่อนที่ต่ำทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และนำไปสู่ภัยแล้งระดับรุนแรง หรือกรณีผลผลิตเสียหาย 15.00% จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวประมาณ 3.8 ล้านตัน

ปริมาณดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 11.37% ต่อผลผลิตข้าวทั้งปี 2569 หรือคิดเป็นมูลค่า 46,467.6 ล้านบาท

ส่วนมันสำปะหลังคาดว่าจะเสียหาย 1.06 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 4.35% ต่อผลผลิตมันสำปะหลังทั้งปี 2569 หรือคิดเป็นมูลค่า 2,832.2 ล้านบาท

รวมมูลค่าความสูญเสียทั้งสิ้น 49,299.8 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 1.1% ของ GDP ภาคเกษตร และ 0.1% ของ GDP รวม

รัฐเตรียมแผนรับมือ หากเอลนีโญลากยาวถึงปี 2570

ในระยะต่อไป ภาครัฐควรเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีต้นทุนน้ำต่ำ และพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งชลประทานได้

แนวทางสำคัญ ได้แก่ การปรับแผนการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำต้นทุน การจัดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำในระบบชลประทาน และการเตรียมความพร้อมทั้งแหล่งน้ำสำรองและเครื่องจักรกลด้านน้ำสำหรับพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ ภาครัฐควรเตรียมมาตรการสำหรับเกษตรกร หากสถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อต่อเนื่องถึงปี 2570 ได้แก่ ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับแผนการเพาะปลูกไปสู่การเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและพืชทนแล้ง ขยายความคุ้มครองระบบประกันภัยพืชผล เพื่อบรรเทาความเสียหายแก่เกษตรกร ลดผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการปรับตัวแก่เกษตรกร เพื่อให้สามารถปรับพื้นที่เพาะปลูกให้มีความเหมาะสม ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความผันผวนของสภาพอากาศอย่างยั่งยืน