

KEY
POINTS
การขยายตัวของอุตสาหกรรม Data Center และการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อการพัฒนาโครงการศูนย์ข้อมูลในระยะยาว
รายงานของ S&P Global Sustainable1 ระบุว่า ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำในสหรัฐฯ กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่มิดเวสต์ (Midwest) และฝั่งตะวันตก (West) โดยรัฐที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ Arizona, California, Colorado, Nevada, Nebraska และ Wyoming
รัฐเหล่านี้คิดเป็นประมาณ 15.5% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั้งหมดในสหรัฐฯ และคาดว่าจะยังคงเป็นพื้นที่ที่มีความเปราะบางด้านทรัพยากรน้ำไปจนถึงช่วงทศวรรษ 2050 ส่งผลให้การขยายการลงทุนในอนาคตอาจเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน นักวิจัยจาก University of California ประเมินว่า ปริมาณการใช้น้ำเพื่อระบายความร้อนของ Data Center ในสหรัฐฯ จะเพิ่มจากประมาณ 70 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2023 เป็น 150 ล้านลูกบาศก์เมตรภายในปี 2028 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า จากการขยายตัวของอุตสาหกรรม
ปัจจุบัน น้ำที่ใช้ในระบบระบายความร้อนส่วนใหญ่ยังคงเป็น น้ำจืด (Freshwater) เนื่องจากการนำน้ำรีไซเคิล หรือ Greywater มาใช้ยังมีอยู่อย่างจำกัด
แม้ว่าปริมาณการใช้น้ำของธุรกิจ Data Center จะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น แต่รายงานระบุว่า หากการลงทุนยังคงขยายตัวในพื้นที่ที่เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำรุนแรง ผู้ประกอบการอาจต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อลดผลกระทบด้านทรัพยากรน้ำมากขึ้น
ตัวอย่างที่สะท้อนประเด็นดังกล่าว คือ โครงการ Project Blue ของ Amazon ในเมืองทูซอน (Tucson) รัฐแอริโซนา ที่ถูกสภาเมืองปฏิเสธ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้น้ำและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ
S&P Global ระบุว่า ในอนาคต การคัดค้านโครงการ Data Center จากชุมชนท้องถิ่นมีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยขึ้น ทั้งในประเด็นการใช้น้ำและผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผู้พัฒนาโครงการต้องนำมาพิจารณาควบคู่กับการขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของ AI
ข่าวที่เกี่ยวข้อง