thansettakij
thansettakij
คุณภาพหญ้าทะเลลดลง สัญญาณเตือนประมง ท่องเที่ยว ความมั่นคงอาหาร

คุณภาพหญ้าทะเลลดลง สัญญาณเตือนประมง ท่องเที่ยว ความมั่นคงอาหาร

02 ก.ค. 69 | 05:33 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.ค. 69 | 05:40 น.

คุณภาพหญ้าทะเลในหลายพื้นที่ของไทยมีแนวโน้มลดลง เสี่ยงกระทบแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่เป็นฐานสำคัญของภาคประมงและการท่องเที่ยว

KEY

POINTS

  • หญ้าทะเลซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ กำลังเผชิญกับปัญหาคุณภาพเสื่อมโทรมจากมลพิษและการพัฒนาชายฝั่ง
  • การลดลงของคุณภาพหญ้าทะเลส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคประมง ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำเศรษฐกิจลดลง กระทบต่อรายได้ของชุมชนและความมั่นคงทางอาหาร
  • ระบบนิเวศหญ้าทะเลที่สมบูรณ์ช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวทางทะเล เช่น การดำน้ำและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งจะได้รับผลกระทบหากแหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรม

เมื่อกล่าวถึงเศรษฐกิจทางทะเล หลายคนมักนึกถึงการประมง การส่งออกอาหารทะเล ท่าเรือ หรือการท่องเที่ยวชายฝั่ง แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ล้วนมีรากฐานมาจากทรัพยากรธรรมชาติที่มักถูกมองข้าม นั่นคือ "หญ้าทะเล"

หญ้าทะเลไม่ได้เป็นเพียงพืชที่ขึ้นอยู่บริเวณชายฝั่งน้ำตื้น แต่เป็นพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำ จุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหาร และเป็นฐานสำคัญของระบบนิเวศทางทะเล

ข้อมูลจาก Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า ประเทศไทยพบหญ้าทะเล 13 ชนิด กระจายอยู่ในพื้นที่ชายฝั่ง 17 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 100,000 ไร่ แม้ว่าพื้นที่โดยรวมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงช่วง 3-4 ปีล่าสุด จะยังอยู่ในระดับทรงตัวประมาณ 99,000-100,000 ไร่ แต่หลายพื้นที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากมลพิษ การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้คุณภาพและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศลดลง

แม้หญ้าทะเลจะไม่มีมูลค่าทางการค้าโดยตรง ไม่มีการซื้อขายในตลาดโลก หรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้คนเดินทางมาชมโดยเฉพาะ แต่กลับสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่าน "บริการของระบบนิเวศ" (Ecosystem Services) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นสามารถดำเนินต่อไปได้

ภาคประมงเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับประโยชน์โดยตรง

เนื่องจากสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ปลา กุ้ง และปู ใช้พื้นที่หญ้าทะเลเป็นแหล่งวางไข่ หลบภัย และเติบโตในช่วงวัยอ่อน หากหญ้าทะเลเสื่อมโทรม ผลกระทบจะสะท้อนผ่านปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลง รายได้ของชุมชนชายฝั่งที่หดตัว และต้นทุนของภาคประมงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว

บทความวิชาการเรื่อง The Economic Value of Seagrass Ecosystem in Trang Province, Thailand ของสุหทัย ไพรสานกุล และ รองศาสตราจารย์ ดร.อรพรรณ ณ บางช้าง-ศรีเสาวลักษณ์ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Fisheries and Environment Vol.40 No.3 ปี 2559 ระบุว่า การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศหญ้าทะเลด้านการประมงเพียงด้านเดียว สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะเป็นข้อมูลจากพื้นที่ศึกษา แต่สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าทางเศรษฐกิจของทรัพยากรดังกล่าว

นอกจากนี้ หญ้าทะเลยังมีบทบาทสำคัญต่อการท่องเที่ยวทางทะเล โดยช่วยดักจับตะกอน ทำให้น้ำทะเลมีความใส เป็นแหล่งอาหารของสัตว์ทะเล และช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่ง ส่งผลให้แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลยังคงความอุดมสมบูรณ์

กิจกรรมด้านการดำน้ำ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการชมสัตว์ทะเลหายาก ล้วนได้รับประโยชน์จากระบบนิเวศหญ้าทะเล โดยในบางพื้นที่ รายได้จากการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศหญ้าทะเลมีมูลค่าสูงกว่าภาคประมง และสามารถสร้างมูลค่าได้ถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Blue Economy เศรษฐกิจทางทะเล

หลายประเทศจึงให้ความสำคัญกับแนวคิด Blue Economy หรือเศรษฐกิจทางทะเลที่เติบโตควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงมีความสมบูรณ์

การอนุรักษ์หญ้าทะเลจึงไม่ใช่เพียงการดูแลสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการรักษาทุนธรรมชาติที่ช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของภาคประมง ความยั่งยืนของการท่องเที่ยว และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

การกำหนดพื้นที่คุ้มครอง การจำกัดกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่ง จึงเป็นการลงทุนเพื่อรักษาฐานเศรษฐกิจทางทะเลในระยะยาว

ท้ายที่สุด ก่อนจะมีสัตว์น้ำให้จับ มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังชายฝั่ง หรือมีรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชน ทะเลจำเป็นต้องมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และหนึ่งในรากฐานสำคัญของระบบนิเวศนั้น คือ "หญ้าทะเล" ซึ่งแม้จะอยู่ใต้ผืนน้ำและไม่เป็นที่สังเกตของผู้คน แต่กลับมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศอย่างยั่งยืน