thansettakij
thansettakij
'ภาคภูมิ' ผ่างบฯ 70 ซัดรัฐบาลลดงบกระทรวงทรัพย์ฯ สวนวิกฤตไฟป่า-PM2.5

'ภาคภูมิ' ผ่างบฯ 70 ซัดรัฐบาลลดงบกระทรวงทรัพย์ฯ สวนวิกฤตไฟป่า-PM2.5

29 มิ.ย. 69 | 04:24 น.
อัปเดตล่าสุด :29 มิ.ย. 69 | 04:55 น.

'ภาคภูมิ' พรรคกล้าธรรม อภิปรายงบฯ 70 ชี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกลดงบกว่า 2,000 ล้านบาท ทั้งที่ประเทศกำลังเผชิญปัญหาไฟป่าและ PM2.5 จี้รัฐบาลทบทวนการจัดสรรงบประมาณ กระจายงบลงสู่พื้นที่และหน่วยงานที่ปฏิบัติงานโดยตรง

KEY

POINTS

  • สส. ตาก พรรคกล้าธรรมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ปรับลดงบประมาณกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมปี 2570 ลงกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งสวนทางกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น
  • ชี้ให้เห็นว่าแม้รัฐบาลจะประกาศให้ปัญหาไฟป่าเป็นวาระแห่งชาติ แต่การจัดสรรงบประมาณกลับไม่เพียงพอและไม่ถึงหน่วยงานปฏิบัติในพื้นที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องหาการสนับสนุนจากแหล่งอื่น และการแก้ปัญหาเป็นไปอย่างล่าช้า
  • เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการจัดสรรงบประมาณ โดยเน้นกระจายงบลงสู่พื้นที่เสี่ยงและหน่วยงานในพื้นที่โดยตรง แทนการรวมศูนย์งบประมาณไว้ที่ส่วนกลาง

นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สส.ตาก พรรคกล้าธรรม อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกล่าวว่า กระทรวงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและจังหวัดที่ประชาชนต้องพึ่งพากระทรวงในการขออนุญาตใช้พื้นที่ การออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน การพัฒนาสาธารณูปโภค รวมถึงการแก้ไขปัญหาไฟป่าและน้ำท่วม

ชี้งบกระทรวงทรัพย์ลดต่อเนื่อง สวนปัญหาสิ่งแวดล้อม

นายภาคภูมิกล่าวว่า ปีงบประมาณ 2570 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับงบประมาณลดลงจากปีก่อนราว 5.34% หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท จากเดิมที่ได้รับประมาณ 38,000 ล้านบาท และจากแนวโน้มการวางแผนงบประมาณระยะกลาง เท่าที่ตนทราบ งบประมาณของกระทรวงจะลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2573 เหลือเพียงประมาณ 19,000 ล้านบาท หรือลดลงเป็นหลักหมื่นล้านบาท ทั้งที่โลกกำลังเผชิญปัญหา PM2.5 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น แต่รัฐบาลกลับเลือกปรับลดงบประมาณของกระทรวงลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องย้อนแย้ง

นายภาคภูมิกล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นกระทรวงที่มีความพิเศษ เพราะมีสัดส่วนงบลงทุนสูงกว่างบประจำ โดยรายจ่ายประจำคิดเป็นประมาณ 46% และรายจ่ายลงทุนประมาณ 53% เนื่องจากมีภารกิจด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและการฟื้นฟูระบบนิเวศ

งบลงทุนดังกล่าวลงไปถึงประชาชนจริงหรือไม่ โดยงบประมาณกว่า 60% ของทั้งกระทรวงอยู่ในเพียง 3 กรม ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรน้ำ

จี้ปรับการบริหารกรมป่าไม้ แก้ปัญหาออกเอกสารสิทธิ์ล่าช้า

นายภาคภูมิเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับกรมป่าไม้ ซึ่งต่างมีภารกิจในพื้นที่ป่า พบว่า กรมอุทยานฯ มีงบประมาณรวมกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท และมีรายได้นอกงบประมาณจากการท่องเที่ยวอุทยานประมาณ 1,600 ล้านบาทต่อปี จึงสามารถพึ่งพารายได้ของตนเองได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่กรมป่าไม้มีงบประมาณรวมกว่า 5,000 ล้านบาท แต่กว่าครึ่งเป็นงบบุคลากร และไม่มีรายได้นอกงบประมาณ ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว

นายภาคภูมิกล่าวว่า กรมป่าไม้เป็นหน่วยงานหลักในการอนุญาตใช้พื้นที่ป่า การออกเอกสารสิทธิ์ และการดำเนินงานโครงการ คทช. แต่เมื่อประชาชนยื่นเรื่องกลับพบว่าการดำเนินการล่าช้า โดยกรมป่าไม้มักอ้างว่ามีกำลังคนไม่เพียงพอ แม้ในหลายพื้นที่จะพยายามนำเงินส่วนตัวไปจ้างบุคลากรเข้าช่วย แต่บางแห่งก็ปฏิเสธ บางแห่งอนุญาตให้ดำเนินการได้เพียงระยะสั้น

เมื่อมีงบบุคลากรในสัดส่วนสูง ก็ควรปรับปรุงการบริหารกำลังคนให้มีประสิทธิภาพ เพราะมีหลายภารกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะการออกเอกสารสิทธิ์

งบดับไฟป่าไม่ถึงพื้นที่ จี้เพิ่มงบหน่วยงานปฏิบัติ

นายภาคภูมิยังกล่าวถึงการจัดการปัญหาไฟป่าว่า แม้รัฐบาลจะประกาศให้ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 เป็นวาระแห่งชาติ แต่การจัดสรรงบประมาณกลับสวนทางกับเป้าหมาย โดยงบประมาณด้านไฟป่ากระจายอยู่หลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จังหวัด กลุ่มจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการแก้ปัญหาในพื้นที่กลับได้รับงบประมาณน้อยมาก

สำหรับสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีโครงการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันระยะ 7 ปี วงเงินรวม 125 ล้านบาท แต่ปีงบประมาณ 2570 ได้รับจัดสรรเพียง 16 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 5 ล้านบาทสำหรับการปรับปรุงด้านการบิน ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดับไฟป่า ส่วนอีก 11 ล้านบาทใช้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน แต่ไม่ได้จัดสรรเป็นงบบุคลากร เมื่อนำไปเฉลี่ยให้ 22 จังหวัด จะเหลือจังหวัดละประมาณ 500,000 บาท ซึ่งกระทรวงกำหนดให้นำไปใช้ในการอบรมและจัดประชุม ทำให้ไม่มีงบประมาณลงไปสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่จริง

นายภาคภูมิกล่าวว่า เมื่อเกิดสถานการณ์ไฟป่า เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครดับไฟป่าต้องไปขอรับการสนับสนุนจากกรมอื่น จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือภาคเอกชน เพื่อเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงและจัดหาอุปกรณ์ดับไฟป่า ส่งผลให้การจัดการไฟป่าและการแก้ปัญหา PM2.5 เป็นไปอย่างล่าช้า พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการจัดสรรงบประมาณ โดยมุ่งไปยังพื้นที่เสี่ยง ไม่ใช่จัดสรรตามโครงสร้างหน่วยงาน ภาคเหนือควรเน้นการแก้ปัญหาไฟป่า ส่วนในเมืองควรเน้นปัญหาฝุ่นจากการคมนาคมและการก่อสร้าง ขณะที่พื้นที่เกษตรต้องลดการเผา และควรมอบทรัพยากรที่จำเป็นให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่เพื่อใช้ต่อสู้กับไฟป่าอย่างแท้จริง

จี้เร่ง One Map ยุติปัญหาพิพาทที่ดิน

นอกจากนี้ นายภาคภูมิยังกล่าวถึงโครงการของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ซึ่งขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยเป็นโครงการผูกพันตั้งแต่ปี 2566-2573 วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท และปีนี้ได้รับงบประมาณประมาณ 150 ล้านบาท แบ่งเป็นงบจัดที่ดินและออกเอกสารสิทธิ์ คทช. 44 ล้านบาท งบขับเคลื่อนโครงการ One Map 44 ล้านบาท งบด้านไอที 31 ล้านบาท และงบบริหารจัดการนโยบาย 30 ล้านบาท

นายภาคภูมิกล่าวว่า ประเด็นที่ตนต้องการตั้งข้อสังเกตคือโครงการ One Map ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณทุกปี โดยปีนี้ได้รับ 44 ล้านบาท แต่โครงการดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และผ่านมาหลายปีแล้วก็ยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งที่ One Map เป็นความหวังสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างรัฐกับรัฐ และระหว่างรัฐกับประชาชน เพราะตราบใดที่ One Map ยังไม่แล้วเสร็จ การออกเอกสารสิทธิ์ในหลายพื้นที่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายยุติข้อโต้แย้งและร่วมกันผลักดันให้โครงการแล้วเสร็จ โดยหวังว่าปีหน้าจะดำเนินการได้ครบถ้วน และปีงบประมาณ 2571 จะไม่จำเป็นต้องตั้งงบประมาณในส่วนนี้อีก

ตัดงบจังหวัด ชี้รวมศูนย์งบไว้ส่วนกลาง

นายภาคภูมิยังกล่าวถึงการจัดสรรงบพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดว่า ปีงบประมาณก่อนมีวงเงินเกือบ 26,000 ล้านบาท ใกล้กรอบเป้าหมาย 28,000 ล้านบาท แต่ปีงบประมาณ 2570 ถูกปรับลดเหลือเพียง 4,284 ล้านบาท หรือลดลงกว่า 80% พร้อมตั้งคำถามว่าประชาชนในพื้นที่ทำผิดอะไร แม้อาจมีเหตุผลว่าเป็นงบที่ซ้ำซ้อนกับงบของหน่วยงานส่วนกลาง แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดยังมีหน่วยงานระดับอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ใกล้ชิดประชาชน

นายภาคภูมิยกตัวอย่างว่า จังหวัดเชียงใหม่ถูกตัดงบประมาณ 263 ล้านบาท เชียงราย 240 ล้านบาท จังหวัดตากจากเดิม 264 ล้านบาท เหลือเพียง 61 ล้านบาท หายไปกว่า 200 ล้านบาท เช่นเดียวกับขอนแก่น รวมถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานีและนราธิวาส ที่ต่างก็ถูกตัดงบประมาณเช่นกัน พร้อมตั้งคำถามว่ารัฐบาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการจัดสรรงบประมาณ และงบประมาณกว่า 22,000 ล้านบาทที่หายไปถูกนำไปไว้ที่ใด โดยมองว่าเป็นการดึงงบประมาณจากพื้นที่กลับไปอยู่ที่ส่วนกลาง หรือจากปลายน้ำกลับไปสู่ต้นน้ำ ทำให้การบริหารงบประมาณกลับไปสู่การรวมศูนย์อำนาจอีกครั้ง

นายภาคภูมิกล่าวว่า หากรัฐบาลเห็นว่างบจังหวัดมีความซ้ำซ้อนจริง ก็แสดงว่าจังหวัดสามารถดำเนินงานได้แม้งบจะถูกตัดกว่า 80% แต่หากประชาชนยังคงได้รับความเดือดร้อน ก็จำเป็นต้องทบทวนการจัดสรรงบประมาณใหม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่างบกลางกลับเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้ในอนาคตหากจังหวัดใดประสบปัญหา ก็อาจต้องขอรับการสนับสนุนจากงบกลาง ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี พร้อมแสดงความกังวลว่าอาจเกิดการวิ่งเต้นของบประมาณ และไม่ทราบว่าจะเป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเอง หรือมีบุคคลภายนอกรัฐบาลเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจ

นายภาคภูมิกล่าวสรุปว่า สิ่งที่อภิปรายทั้งหมดต้องการสะท้อนให้รัฐบาลเห็นว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 มีลักษณะรวมศูนย์งบประมาณไว้ที่ส่วนกลาง แม้จะมีการพูดถึงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติงบประมาณกลับกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลางจำนวนมาก ทั้งการนำไปใช้หนี้และการลงทุนด้านดิจิทัล จึงอยากให้รัฐบาลในการจัดทำงบประมาณปี 2571 กระจายอำนาจและงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นและประชาชนให้มากขึ้น โดยเฉพาะหน่วยงานในพื้นที่ หากกังวลเรื่องการทุจริตหรือการคอร์รัปชัน ก็ควรส่งหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบมากกว่าดึงงบประมาณกลับเข้าส่วนกลาง พร้อมยืนยันว่า การจัดสรรงบประมาณปี 2570 ของรัฐบาลชุดนี้ยังมีข้อบกพร่องหลายประการ โดยเฉพาะการรวมศูนย์อำนาจด้านงบประมาณไว้ที่ส่วนกลาง