

KEY
POINTS
ยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่ปกคลุมหลายประเทศในยุโรปตะวันตกและยุโรปกลาง ส่งผลให้หลายพื้นที่ประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด หลังอุณหภูมิพุ่งทำลายสถิติเดิม ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าคลื่นความร้อนลักษณะนี้อาจกลายเป็น "ความปกติใหม่" จากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในฝรั่งเศส สเปน และสหราชอาณาจักรที่อุณหภูมิพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
คลื่นความร้อนรุนแรงที่ปกคลุมยุโรปตะวันตกเกิดจากปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่เรียกว่า "โอเมกาบล็อก" ซึ่งทำให้มวลอากาศร้อนถูกกักอยู่เหนือพื้นที่เดิมเป็นเวลานาน ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงผิดปกติและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้โอเมกา บล็อกเกิดบ่อยขึ้นหรือไม่ แต่มีฉันทามติชัดเจนว่าโลกร้อนกำลังทำให้คลื่นความร้อนเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น
"โอเมกาบล็อก" ที่ทำให้ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงคืออะไร
คลื่นความร้อนรุนแรงที่ปกคลุมยุโรปตะวันตก ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 รายในฝรั่งเศสเพียงประเทศเดียว ยังคงดำเนินต่อไปจากอิทธิพลของรูปแบบสภาพอากาศที่เรียกว่า "โอเมกา บล็อก" (Omega Block)
ต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับโอเมกา บล็อก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้นในอนาคตหรือไม่
โอเมกา บล็อก ได้ชื่อมาจากรูปร่างที่คล้ายกับอักษรกรีก (Ω) โดยมีบริเวณความกดอากาศสูงที่อากาศอุ่นและมีสภาพอากาศคงตัวอยู่ตรงกลาง คั่นอยู่ระหว่างระบบความกดอากาศต่ำที่มีอากาศเย็นกว่าสองด้าน
คำว่า "บล็อก" (Blocking) หมายถึงการที่บริเวณความกดอากาศสูงซึ่งกักเก็บมวลอากาศอุ่นเอาไว้เกิดการหยุดนิ่ง ภายใต้สภาวะปกติ กระแสลมกรด (Jet Stream) จะพัดพาระบบสภาพอากาศเคลื่อนจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกอย่างต่อเนื่อง
แต่ในช่วงที่เกิดโอเมกา บล็อก กระแสลมดังกล่าวจะถูกรบกวนและบิดตัวอย่างรุนแรงไปทางเหนือและใต้ ทำให้ระบบความกดอากาศแยกตัวออกจากกัน ความเร็วของกระแสลมที่อ่อนลงและความแตกต่างของอุณหภูมิในบรรยากาศ เป็นปัจจัยที่ทำให้รูปแบบสภาพอากาศนี้เคลื่อนตัวช้าและคงอยู่กับที่
ผลที่ตามมาคือ มวลอากาศร้อนและอากาศนิ่งจะถูกกักอยู่เหนือพื้นที่เดิม โดยทั่วไปโอเมกา บล็อกจะคงอยู่นานระหว่าง 3-10 วัน แต่ในบางกรณีอาจยืดเยื้อต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์
ภายใต้บริเวณความกดอากาศสูงตรงศูนย์กลาง สภาพอากาศจะร้อนและแห้ง ความกดอากาศสูงยังยับยั้งการก่อตัวของเมฆ ส่งผลให้ท้องฟ้าแจ่มใส มีแสงแดดจัด และทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สภาพอากาศลักษณะนี้เองที่กำลังแผดเผาฝรั่งเศสและสเปน ซึ่งอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส (104 องศาฟาเรนไฮต์)
ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่อยู่ภายใต้ระบบความกดอากาศต่ำซึ่งอยู่ทั้งสองด้านของคลื่นความร้อน มีแนวโน้มเผชิญสภาพอากาศที่เย็นกว่าและมีฝนตก
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (UK Met Office) ระบุว่า สหราชอาณาจักรตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างระบบความกดอากาศสูงกับมวลอากาศเย็นทางตะวันตกเฉียงเหนือ ส่งผลให้พื้นที่ตอนใต้และตะวันออกเผชิญอากาศร้อนจัด ขณะที่พื้นที่ตอนเหนือและตะวันตกมีอากาศเย็นกว่าและมีฝนตกมากกว่า
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุหรือไม่
นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อสรุปร่วมกันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อความถี่ของการเกิดรูปแบบสภาพอากาศแบบบล็อกกิง (Blocking Events) เช่น โอเมกา บล็อก มากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ฉันทามติของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมีความชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้น
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นประมาณ 1.3 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม อุณหภูมิพื้นฐานของโลกที่สูงขึ้นดังกล่าว ทำให้คลื่นความร้อนสามารถพัฒนาไปสู่ระดับอุณหภูมิที่สูงกว่าเดิม
แคลร์ บาร์นส์ (Clair Barnes) นักวิจัยด้านสภาพอากาศและภูมิอากาศสุดขั้วแห่งอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) กล่าวว่า ปัจจุบันยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนที่ร้อนกว่าที่จะเกิดขึ้นหากไม่มีภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ประมาณ 2-4 องศาเซลเซียส ดังนั้น เมื่อเกิดรูปแบบสภาพอากาศอย่างโอเมกา บล็อก ความร้อนที่เกิดขึ้นจึงมีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่เคยเป็นอย่างมีนัยสำคัญ