

KEY
POINTS
ปรากฏการณ์ El Niño เอลนีโญ กำลังกลับมาเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตาอีกครั้ง หลังองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAA) ยืนยันการคาดการณ์ว่า El Niño มีแนวโน้มจะกลับมาในช่วงกลางถึงปลายปี 2569 จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนนัก
สิ่งที่สร้างความกังวลคือโอกาสการเกิด เอลนีโญ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน จากประมาณ 40% มาอยู่ที่ 98% ในการคาดการณ์เดือนพฤษภาคม ทำให้หลายฝ่ายอาจมีเวลาเตรียมรับมือไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ยจากแบบจำลองต่าง ๆ ยังประเมินว่าความรุนแรงของ El Niño รอบนี้ต่ำกว่ารอบปี 2566-2567 ขณะที่โอกาสเกิดเอลนีโญ ระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับรอบที่ผ่านมา หรือประมาณ 50-60%
KKP Research มองว่าผลกระทบของเอลนีโญ รอบนี้ต่อภาคเกษตรในเบื้องต้นมีลักษณะใกล้เคียงกับรอบปี 2566-2567 โดยผลกระทบไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของปรากฏการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ช่วงเวลาการเกิดปรากฏการณ์ และความพร้อมด้านปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อน
สำหรับเอลนีโญ รอบนี้ มีแนวโน้มเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน ซึ่งยังมีน้ำฝนเข้ามาช่วยสนับสนุนการเพาะปลูก แม้ปริมาณฝนอาจน้อยกว่าปกติ แตกต่างจากกรณีที่เอลนีโญ เกิดในช่วงฤดูแล้งซึ่งมักนำไปสู่ภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนานและสร้างผลกระทบต่อภาคเกษตรอย่างรุนแรงกว่า
ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำในเขื่อนของไทยยังอยู่ในระดับสูงเกือบ 55% ในช่วงต้นปี 2569 สูงกว่ารอบปี 2557-2559 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 35% และสูงกว่ารอบปี 2566-2567 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 47% อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการบรรเทาผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมในระยะเริ่มต้น
แม้ภาพรวมจะมีปัจจัยหนุนจากปริมาณน้ำในเขื่อน แต่ผลกระทบจากเอลนีโญ ไม่ได้เกิดขึ้นในระดับเดียวกันกับทุกภูมิภาคและทุกประเภทสินค้าเกษตร
หากพิจารณาตามฤดูกาลเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยว จะพบว่าพืชไม้ยืนต้น เช่น ปาล์มน้ำมันและยางพารา ซึ่งมีผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี และต้องการน้ำในการเพาะปลูกน้อยกว่า จะได้รับผลกระทบโดยตรงไม่มากนัก
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มพืชไร่ที่ต้องเพาะปลูกใหม่ในแต่ละปีและต้องการใช้น้ำค่อนข้างมาก โดยเฉพาะข้าวนาปรังและมันสำปะหลัง มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากรอบการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวจะอยู่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2570 ซึ่งเป็นช่วงที่ความเสี่ยงด้านน้ำอาจเพิ่มขึ้น
ภาคอีสานยังเป็นพื้นที่เปราะบางที่สุด
ในมิติของพื้นที่เพาะปลูก ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าถึงระบบชลประทานและการพึ่งพาน้ำจากเขื่อนข้อมูลของ KKP Research ใช้พื้นที่ปลูกข้าวเป็นตัวแทนของพื้นที่ชลประทาน เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้พื้นที่เพาะปลูกมากที่สุดและสะท้อนการเข้าถึงระบบชลประทานได้ชัดเจน
ภาพรวมทั้งประเทศมีพื้นที่ชลประทานเพียง 24% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดประมาณ 62 ล้านไร่ แต่เมื่อแยกตามภูมิภาคจะพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ที่มีความเปราะบางมากที่สุด เนื่องจากมีพื้นที่ชลประทานเพียง 10% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด ขณะที่ภูมิภาคอื่นมีพื้นที่ชลประทานเฉลี่ยประมาณ 45%
ความแตกต่างดังกล่าวทำให้เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีข้อจำกัดในการพึ่งพาน้ำจากเขื่อนมากกว่าพื้นที่อื่นของประเทศ
ความเสี่ยงใหม่ที่ต่างจากรอบก่อน คือปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย
สิ่งที่ทำให้เอลนีโญ รอบปี 2569 แตกต่างจากรอบปี 2566-2567 คือความเสี่ยงด้านปุ๋ยเคมี ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคเกษตรไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ในรอบที่ผ่านมา สงครามรัสเซีย-ยูเครนส่งผลให้ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นจากการลดลงของอุปทานโลก เนื่องจากรัสเซียเป็นหนึ่งในผู้ผลิตปุ๋ยรายสำคัญ ส่งผลให้หลายประเทศเผชิญภาวะขาดแคลนปุ๋ย รวมถึงไทยที่ต้องลดการนำเข้าปุ๋ยลงเหลือ 4.1 ล้านตันในปี 2565 จากระดับเฉลี่ยเดิมราว 5.5 ล้านตันต่อปี
อย่างไรก็ตาม รายได้ภาคเกษตรไทยในช่วงดังกล่าวยังสามารถขยายตัวได้เล็กน้อย จากปัจจัยด้านปริมาณน้ำในเขื่อนที่อยู่ในระดับดีและราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น
สงครามตะวันออกกลางเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานปุ๋ยโลก
สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ความเสี่ยงมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงยืดเยื้อ ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฐานการผลิตปุ๋ยสำคัญของโลก ภาวะดังกล่าวทำให้อุปทานปุ๋ยในตลาดโลกเผชิญความตึงตัวมากขึ้น
ในเวลาเดียวกัน ไทยเริ่มหันมาพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางมากขึ้นเพื่อทดแทนปุ๋ยจากรัสเซีย โดยในปี 2567 การนำเข้าปุ๋ยเพิ่มขึ้น 49.4% จากปี 2565 มาอยู่ที่ 6.1 ล้านตัน และการนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลางมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตดังกล่าว นำโดยซาอุดีอาระเบียและโอมาน
สถานการณ์นี้ทำให้ไทยมีความเสี่ยงต่อแรงกดดันด้านอุปทานปุ๋ยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากขาดปุ๋ยพร้อมกับเอลนีโญ ผลผลิตข้าวอาจหายไป 5 ล้านตัน KKP Research ประเมินว่าความเสี่ยงจากการขาดแคลนปุ๋ยอาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไทยในระดับที่รุนแรง
จากข้อมูลย้อนหลัง ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 200 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2503 มาอยู่ที่ประมาณ 300 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นราว 70% โดยปัจจัยสำคัญมาจากการใช้ปุ๋ยเคมีและการพัฒนาระบบชลประทาน
หากสมมติว่าปุ๋ยมีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิตประมาณ 30% ของการเพิ่มขึ้นทั้งหมด การขาดแคลนปุ๋ยอาจส่งผลให้ผลผลิตข้าวนาปีในฤดูกาล 2569/2570 ลดลงประมาณ 15% หรือคิดเป็นข้าวเปลือกราว 5 ล้านตัน
แม้ปริมาณข้าวที่เหลือจะยังเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ แต่ภาคการส่งออกอาจได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก
ราคาข้าวโลกอาจพุ่ง แต่ไทยอาจไม่ได้ประโยชน์เต็มที่
หากปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยเกิดขึ้นในหลายประเทศพร้อมกัน จนทำให้ผลผลิตข้าวโลกปรับลดลงเช่นเดียวกับช่วงปี 2566 โดยเฉพาะในกรณีที่อินเดียกลับมาใช้มาตรการห้ามส่งออกข้าวอีกครั้ง ราคาข้าวในตลาดโลกอาจปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากผลผลิตข้าวของไทยลดลงพร้อมกัน ไทยอาจไม่สามารถได้รับประโยชน์จากราคาข้าวที่สูงขึ้นได้เต็มที่ เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่มีอยู่สำหรับจำหน่ายลดลง
เอลนีโญ สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก 6 ประเทศ KKP Research ระบุว่าประสิทธิภาพการผลิตข้าวต่อไร่ของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุด
ข้อมูลจากธนาคารโลกและองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ยังชี้ว่าไทยใช้ปุ๋ยน้อยกว่าประเทศผู้ผลิตข้าวรายสำคัญอื่นประมาณ 45% สอดคล้องกับผลผลิตข้าวต่อไร่ที่ต่ำกว่าประเทศเหล่านั้นประมาณ 47%
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่ใช้ปุ๋ยในระดับใกล้เคียงกัน ไทยยังมีผลผลิตธัญพืชต่อไร่ต่ำกว่าเช่นกัน ซึ่งสะท้อนทั้งข้อจำกัดด้านปริมาณการใช้ปุ๋ยและประสิทธิภาพในการใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร
น้ำยังพอช่วยได้ในปีนี้ แต่ความเสี่ยงปี 2570 ต้องจับตา
KKP Research มองว่า เอลนีโญ ที่จะเริ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2569 อาจยังไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนที่อยู่ในระดับสูงยังช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ผลกระทบจะมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น หลังจากระดับน้ำในเขื่อนปรับลดลงและเริ่มเกิดฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน คล้ายกับที่เกิดขึ้นในรอบปี 2557-2559
ขณะเดียวกัน ประเด็นการขาดแคลนปุ๋ย ผลกระทบในตลาดสินค้าเกษตรโลก และมาตรการตอบโต้ทางการค้าของประเทศผู้ส่งออกสำคัญ เช่น การแบนส่งออกข้าวของอินเดีย ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง