thansettakij
thansettakij
ลุ้นประชุมรัฐสภา 15 พ.ค. ชี้ชะตา พ.ร.บ.อากาศสะอาด จับตาตัดเขี้ยวเล็บสำคัญ

ลุ้นประชุมรัฐสภา 15 พ.ค. ชี้ชะตา พ.ร.บ.อากาศสะอาด จับตาตัดเขี้ยวเล็บสำคัญ

14 พ.ค. 69 | 06:47 น.
อัปเดตล่าสุด :14 พ.ค. 69 | 07:05 น.

ประชุมรัฐสภา 15 พ.ค. จ่อชี้ชะตาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด “รศ.วิษณุ อรรถวานิช” ชี้เป็นด่านแรกคัดเลือกฉบับไปต่อ เตือนหากไม่ผ่านต้องนับหนึ่งใหม่ทั้งระบบ พร้อมกังวลถูกตัดเขี้ยวเล็บสำคัญ

KEY

POINTS

  • รัฐสภาจะประชุมในวันที่ 15 พ.ค. เพื่อพิจารณาเบื้องต้นว่าจะรับหรือไม่รับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดกว่า 30 ฉบับ เพื่อเข้าสู่กระบวนการต่อไป
  • มีความกังวลว่าหลักการสำคัญอย่าง “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) ซึ่งเป็นหัวใจของกฎหมายอาจถูกตัดทอนหรือลดความเข้มข้นลง
  • มีการถกเถียงประเด็นการจัดตั้ง “กองทุนอากาศสะอาด” ซึ่งถูกมองว่าอาจซ้ำซ้อนกับกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่เดิม

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 การประชุมรัฐสภาในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังมีวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดรวมกว่า 30 ฉบับ เพื่อคัดเลือกว่าฉบับใดจะได้รับความเห็นชอบให้เดินหน้าต่อในกระบวนการนิติบัญญัติ

รศ.วิษณุ อรรถวานิช รองคณบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจเพื่อสังคม และผู้อำนวยศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะตัวแทนภาคประชาชนที่ร่วมขับเคลื่อนกฎหมายในนามสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ และกรรมาธิการวิสามัญศึกษาร่างกฎหมายดังกล่าว เปิดเผยว่า การพิจารณาในรอบนี้ยังเป็นเพียงการตัดสินใจเบื้องต้นว่าจะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างกฎหมาย ยังไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดของเนื้อหา

หากร่างกฎหมายได้รับความเห็นชอบ จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภาต่อไป แต่หากถูกปัดตก จะต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอร่างกฎหมาย การบรรจุเข้าสู่วาระของสภาผู้แทนราษฎร ไปจนถึงการตั้งกรรมาธิการพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไป

ห่วงตัดหลัก “ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย” กระทบแก้ปัญหาระยะยาว

จะมีการลงความเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ. ประมาณ 31 ฉบับ จะมีฉบับไหนที่ได้ไปต่อ ฉบับไหนก็จะถูกปัดตก ซึ่งก็ยังไม่ทราบเหมือนกัน ก็ต้องลุ้น หวังว่าทางรัฐบาล แล้วก็ทาง สว. สส. จะเห็นชอบ เพราะผลประโยชน์เกิดกับประเทศแล้วก็สุขภาพที่ดีของประชาชน ก็อยากให้ผ่าน

อย่างไรก็ตาม รศ.วิษณุ แสดงความกังวลต่อความพยายามปรับลดความเข้มข้นของหลักการสำคัญในร่างกฎหมาย โดยเฉพาะแนวคิด “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) ซึ่งถือเป็นกลไกหลักทางเศรษฐศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

หากผู้ก่อมลพิษไม่ต้องรับภาระต้นทุน การแก้ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นจริง หลักการดังกล่าวเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้และประสบความสำเร็จ

จับตากองทุนอากาศสะอาด ถูกมองซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับข้อเสนอการจัดตั้ง “กองทุนอากาศสะอาด” ที่ถูกมองว่าซ้ำซ้อนกับกองทุนสิ่งแวดล้อมเดิมของประเทศ โดย รศ.วิษณุเห็นว่า กองทุนเดิมยังขาดกลไกทางการเงินที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการรองรับการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที การจัดตั้งกองทุนใหม่จึงเป็นการเสริมศักยภาพมากกว่าการซ้ำซ้อน

บางคนอาจจะมองว่ามีกองทุนสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว คือทำไมต้องใช้ซ้ำซ้อนด้วย แต่ถ้าไปเจาะลึกระเบียบของกองทุนสิ่งแวดล้อมจริงๆ ไม่ได้มีฟังก์ชันกลไกการเงินที่พูดถึง คือใช้เงินแก้ปัญหาได้เพียงพอ ต่อเนื่อง ทันการ กองทุนสิ่งแวดล้อมแทบไม่มีเลย  ผมคิดว่ามันไม่ได้เป็นการซ้ำซ้อน แต่ว่าเป็นกาช่วยเสริม ทำให้การแก้ปัญหาทันการแล้วก็เหมาะกับบริบทมากยิ่งขึ้นด้วย ก็เป็นสิ่งที่กลัวที่จะถูกปัดตกเช่นกัน

ทั้งนี้ ผลการพิจารณาของรัฐสภาในครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางสำคัญของการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศในระยะต่อไป ท่ามกลางความคาดหวังจากภาคประชาชนที่ต้องการเห็นกฎหมายมีความเข้มแข็ง และสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนได้อย่างแท้จริง