thansettakij
thansettakij
ครบรอบ 35 ปี 'สืบ นาคะเสถียร' บทพิสูจน์การต่อสู้เพื่อผืนป่าไทย

ครบรอบ 35 ปี 'สืบ นาคะเสถียร' บทพิสูจน์การต่อสู้เพื่อผืนป่าไทย

01 ก.ย. 68 | 05:42 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ย. 68 | 06:27 น.

1 กันยายน 2568 ครบรอบ 35 ปีการจากไปของ สืบ นาคะเสถียร นักอนุรักษ์ผู้พลีชีพเพื่อป่าไทย แม้เวลาผ่านไป ป่าทุ่งใหญ่–ห้วยขาแข้ง ยังคงเป็นมรดกโลกอันอุดมสมบูรณ์ แต่ปัญหาป่าไม้ไทยโดยรวมยังลดลงต่อเนื่อง

KEY

POINTS

  • วันที่ 1 กันยายน เป็นวันรำลึกถึงการสละชีวิตของ สืบ นาคะเสถียร เพื่อปลุกจิตสำนึกสังคมให้หันมาใส่ใจปัญหาการทำลายป่าไม้และสัตว์ป่า
  • การต่อสู้ของเขาส่งผลให้ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และกลายเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะประชากรเสือโคร่งที่เพิ่มขึ้น
  • เจตนารมณ์ของสืบ นาคะเสถียร ถูกสืบสานผ่านความร่วมมือระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่ การพัฒนาผู้พิทักษ์ป่า และการผลักดันให้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ของไทยขยายเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 25% ของประเทศ

วันที่ 1 กันยายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันสืบ นาคะเสถียร” เพื่อรำลึกถึงอดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ผู้จุดประกายให้สังคมไทยตระหนักถึงการทำลายป่าไม้และสัตว์ป่า พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังลุกขึ้นสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม

สืบ นาคะเสถียร เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2492 ที่จังหวัดปราจีนบุรี เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระ และหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าเขื่อนเชี่ยวหลาน ก่อนจะเข้าร่วมคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนในทุ่งใหญ่นเรศวร จ.กาญจนบุรี เขาคือผู้กล่าววาทะอันทรงพลัง

ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้

ปี 2532 สืบปฏิเสธทุนเรียนต่อปริญญาเอกในอังกฤษ เพื่อกลับมาเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ท่ามกลางปัญหาการลักลอบตัดไม้ ล่าสัตว์ และความยากจนของชุมชนรอบป่า จนในที่สุดวันที่ 1 กันยายน 2533 เขาตัดสินใจจบชีวิตตนเองเพื่อเป็นเสียงสะท้อนให้สังคม หลงเหลือข้อความสุดท้ายว่า

ผมมีเจตนาที่จะฆ่าตัวเอง โดยไม่มีผู้ใดเกี่ยวข้อง

แม้ผ่านไปกว่า 3 ทศวรรษ แต่เจตนายังถูกสืบสาน

ป่าทุ่งใหญ่–ห้วยขาแข้ง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยเอกสารการผลักดันมีข้อเขียนของสืบประกอบการพิจารณา ป่าแห่งนี้ยังคงอุดมสมบูรณ์และกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการอนุรักษ์เสือโคร่งและแร้งที่กลับคืนมาหลังหายไปนานกว่า 30 ปี

การพัฒนาผู้พิทักษ์ป่าและการยกระดับสวัสดิการทำให้แนวหน้าการอนุรักษ์แข็งแรงขึ้น ขณะเดียวกันชุมชนรอบห้วยขาแข้งเกือบทุกแห่งได้ตั้งป่าชุมชน ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในเครือข่าย “ครอบครัวห้วยขาแข้ง” เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์กับการอนุรักษ์

สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ยืนยันว่า ประชากรเสือโคร่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงความสำเร็จของการรักษาผืนป่า ทำให้ป่าทุ่งใหญ่–ห้วยขาแข้งเป็นต้นแบบระดับโลกด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า

นอกจากนี้ การสื่อสารเพื่อสิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนทัศนคติของสังคมไทย สร้างแรงบันดาลใจและความร่วมมือในหลายภาคส่วน ทำให้การอนุรักษ์ได้รับการสนับสนุนกว้างขวางและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ที่สำคัญ ความพยายามขยายพื้นที่ป่าอนุรักษ์จาก 20% ตามข้อเสนอของสืบ สู่กว่า 25% ของพื้นที่ประเทศในปัจจุบัน คือ ความสำเร็จที่จับต้องได้

แต่ในภาพรวม พื้นที่ป่าไม้ของไทยยังลดลงอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงตั้งเป้าขยายพื้นที่ป่าเพิ่มเป็น 40% ของประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติยังคงอยู่เป็นสมบัติของคนรุ่นต่อไป

อ้างอิงข้อมูล

  • เฟซบุ๊ก มูลนิธิ สืบนาคะเสถียร