ราคาน้ำมันก.ค. เดือดขึ้นทะลุ 3 บาท ค่าการตลาดแพงจริงหรือไม่เช็คเลย

26 กรกฎาคม 2566

ราคาน้ำมันก.ค. เดือดขึ้นพุ่งทะลุ 3 บาท ค่าการตลาดแพงจริงหรือไม่เช็คเลยที่นี่มีคำตอบ ฐานเศรษฐกิจรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการปรับขึ้นและลงไว้ให้แล้วที่นี่ พร้อมเปิดค่าการตลาดปัจจุบัน และสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ราคาน้ำมันวันนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะราคาน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ในเดือนกรกฏาคม 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลของ "ฐานเศรษฐกิจ" พบว่าเพียงเดือนกรกฏาคมเดือนเดียว "ราคาน้ำมัน" เบนซิน แก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นถึง 3.20 บาทต่อลิตร

โดยมีการปรับราคาขึ้น-ลงทั้งหมด 13 ครั้ง (ข้อมูลถึงวันที่ 26 ก.ค.66) ประกอบด้วย

  • วันที่ 4 ก.ค. 66 ปรับขึ้น 50 สตางค์
  • วันที่ 6 ก.ค. 66 ปรับลง 50 สตางค์
  • วันที่ 8 ก.ค. 66 ปรับขึ้น 40 สตางค์
  • วันที่ 11 ก.ค. 66 ปรับขึ้น 50 สตางค์
  • วันที่ 13 ก.ค. 66 ปรับขึ้น 30 สตางค์
  • วันที่ 14 ก.ค. 66 ปรับขึ้น 30 สตางค์
  • วันที่ 15 ก.ค. 66 ปรับขึ้น 30 สตางค์
  • วันที่ 18 ก.ค. 66 ปรับขึ้น 30 สตางค์
  • วันที่ 19 ก.ค. 66 ปรับลด 30 สตางค์
  • วันที่ 20 ก.ค. 66 ปรับขึ้น 30 สตางค์
  • วันที่ 22 ก.ค. 66 ปรับขึ้น 30 สตางค์
  • วันที่ 25 ก.ค. 66 ปรับขึ้น 40 สตางค์
  • วันที่ 26 ก.ค. 66 ปรับขึ้น 40 สตางค์

ราคาน้ำมันก.ค. เดือดขึ้นทะลุ 3 บาท ค่าการตลาดแพงจริงหรือไม่

ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกเบนซิน และแก๊สโซฮอลในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นปัจจุบัน เป็นดังนี้

กลุ่มน้ำมันเบนซิน

  • น้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 ลิตรละ 46.14 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 46.74 บาท (บางจาก)
  • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 38.35 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 38.08 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 36.04 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 36.49 บาท

ประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจอยู่ในขณะนี้ก็คือ เรื่องของค่าการตลาดว่าอยู่ที่ระดับเท่าไหร่ เหตุใดน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ถึงปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ต่อเรื่องค่าการตลาดดังกล่าวกระทรวงพลังงานชี้แจงได้ 2 สาเหตุ ได้แก่ 

  • ค่าการตลาดน้ำมันต้องดูทั้งระบบ คือ ทั้งเบนซินและดีเซล กระทรวงพลังงานกำหนดค่าการตลาดประมาณ 2 บาทต่อลิตร แม้กลุ่มเบนซินได้เกิน 3 บาทต่อลิตรแต่ปริมาณการใช้แค่ 30% ของทั้งระบบ ขณะที่ดีเซลซึ่งมีสัดส่วนปริมาณใช้สูงถึง 70% ของทั้งระบบ ได้ค่าการตลาด 1.50 บาทต่อลิตรหรือต่ำกว่านั้น เพื่อดูแลราคาไม่ให้เกิน 32 บาทต่อลิตร
  • ราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวน หลังเขตเศรษฐกิจหลักของโลกเผชิญกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง ประกอบกับต้องจับตาสถานการณ์ความรุนแรงระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซียและยูเครนที่กลับมามีความไม่แน่นอนอีกครั้ง ทำให้ตลาดกลับมาจับตาผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันมากขึ้น

จากข้อมูลของ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) วันที่ 25 ก.ค. 66 พบว่า ค่าการตลาดต่ำสุดของกลุ่มเบนซินอยู่ที่ประมาณ 3.0288 บาทต่อลิตร โดยเป็นชนิดเบนซิน 95 สูงสุดอยู่ที่ 4.4753 บาทต่อลิตร จากชนิด E85 ส่วนดีเซลอยู่ที่ประมาณ 1.8187 บาทต่อลิตร

ราคาน้ำมันก.ค. เดือดขึ้นทะลุ 3 บาท ค่าการตลาดแพงจริงหรือไม่เช็คเลย
 

ส่วนราคาน้ำมันดีเซลนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม เห็นชอบให้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ประมาณ 32 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป รองรับการสิ้นสุดของมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 5 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี กลไกการอุ้มราคาของกองทุนน้ำมันฯครั้งนี้ ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาสิ้นสุด แต่จะยึดสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯเป็นหลัก 

ปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2566 ติดลบอยู่ที่ 48,477 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันติดลบ 3,124 ล้านบาท และบัญชีแอลพีจีติดลบ 45,353 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเกิน 110-125 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะมีการทบทวนราคา เพราะหากแบกรับราคา 32 บาทต่อลิตรอาจไม่ไหว ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำมันดิบโลกยังอยู่ระดับไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ส่วนฐานะกองทุนน้ำมันฯในปัจจุบันแม้จะติดลบถึง 48,477 ล้านบาท แต่มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นหลังจากได้เงินกู้ยืมเข้ามาเติมในระบบ ซึ่งขณะนี้กองทุนชำระหนี้ให้ผู้ค้ามาตรา 7 ไปแล้วประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท จากการอุดหนุนราคาดีเซลไปก่อนหน้านี้ ทำให้เหลือเงินกู้อีกประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท สามารถนำมาใช้อุดหนุนราคาน้ำมันได้ จากเงินกู้ที่บรรจุเป็นหนี้สาธารณะแล้ว 1.1 แสนล้านบาท

ดังนั้น ยังเหลือวงเงินกู้ที่ยังไม่บรรจุเป็นหนี้สาธารณะอีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท จากกรอบวงเงินกู้ทั้งสิ้น 1.5 แสนล้านบาท