

โดย : พอล เอเวอร์ริ่งแฮม
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมก๊าซธรรมชาติและพลังงานแห่งเอเชีย (ANGEA)
หลังจากการประชุมดังกล่าว ตลาดพลังงานโลกต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และสงครามในประเทศยูเครน สถานการณ์ที่ผันผวนครั้งนี้ได้กระตุ้นความจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในขณะที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการด้านความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาคเอเชียด้วย
เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้งสองประการนั้น จำเป็นที่จะต้องมีนโยบายสาธารณะที่เกื้อหนุน อีกทั้งยังต้องสามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรและเงินทุนที่มั่นคงในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการลดหรือจำกัดการปล่อยคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสมดุลใน 3 ทิศทาง ระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เข้าถึงได้ และความยั่งยืนทางพลังงาน
การที่จะก้าวข้ามผ่านความท้าทายดังกล่าวได้นั้น จำเป็นต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นำโดยภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล ทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ โดยสมาคมก๊าซธรรมชาติและพลังงานแห่งเอเชีย (The Asia Natural Gas & Energy Association – ANGEA) ที่ผมได้ก้าวขึ้นมาบริหารนั้น ได้ก่อตั้งขึ้นพร้อมจุดมุ่งหมายที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดังกล่าว เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านพลังงานสู่เส้นทางลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภูมิภาคต่อไป
ปัญหาที่เร่งด่วนในปัจจุบันคือการแข่งขันในการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก การกำหนดนโยบายในระยะยาวจึงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งขนาดและความซับซ้อนของระบบโครงสร้างพลังงานควบคู่กันเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนในระบบโครงสร้างดังกล่าว สำหรับประเทศที่มีแหล่งทรัพยากรภายในประเทศที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา เรามุ่งสนันสนุนให้รัฐบาลพิจารณาให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานเป็นแกนหลักที่จะเป็นกุญแจขับเคลื่อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจและวางแนวทางการทำงานที่จะเปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานดังกล่าวได้
การผลิตและนำก๊าซธรรมชาติมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน โดยในอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ได้มีความคืบหน้าอย่างมากในด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระหว่างกระบวนการผลิตและขนส่ง
อีกทั้ง ยังมีความต้องการการลงทุนอีกเป็นจำนวนมากเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งและจ่ายกำลังไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงขยายโอกาสการใช้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก โดยการขยายโอกาสการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยเหล่านี้ จะมีส่วนสำคัญเพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในกลางศตวรรษนี้ การค้นคว้าวิจัย พัฒนา และสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากทั้งรัฐบาลและพันธมิตรภาคเอกชนในอุตสาหกรรมพลังงาน อาทิ กลุ่มความร่วมมือการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Thailand CCUS Strategic Consortium)
เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้บรรลุซึ่งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมหรือภาคส่วนที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำได้ยาก กรอบนโยบายและความร่วมมือในระดับภูมิภาคการใช้เทคโนโลยี CCUS ที่บูรณาการเครือข่ายแหล่งผลิตและกักเก็บคาร์บอน จะช่วยขยายโอกาสการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยสร้างความเชื่อมั่นทั้งในส่วนของประเด็นทางกฎหมายและกฎระเบียบให้กับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยความเชื่อมโยงของระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและก๊าซธรรมชาติของประเทศเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นผู้นำในการส่งเสริมความเชื่อมโยงในระดับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion) ที่ประกอบไปด้วย 6 ประเทศ ให้บรรลุผลสำเร็จ
ดังนั้น ในการประชุม APEC ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผู้นำของแต่ละประเทศในภูมิภาคทั้งรัฐบาลและอุตสาหกรรมต่างๆ จะต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโลก ซึ่งประเทศไทยสามารถมุ่งสู่การเป็นผู้นำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการสานต่อเป้าหมายดังกล่าวได้ ผ่านการกำหนดนโยบายขับเคลื่อน เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy - BCG) ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปกับการจัดหาพลังงานที่เข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG), เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS), พลังงานไฮโดรเจน, พลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (SMART power grids)
การร่วมมือกับทุกภาคส่วน พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างองค์กร จะช่วยให้คิดค้นแนวทางและโอกาสต่างๆ เพื่อบรรเทาปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจและพัฒนาสังคมได้อย่างยั่งยืน