thansettakij
thansettakij
EA ดันกรีนโลจิสติกส์ รับเทรนด์ EV ชี้สร้างพลังงานสะอาดแข่งขันได้

EA ดันกรีนโลจิสติกส์ รับเทรนด์ EV ชี้สร้างพลังงานสะอาดแข่งขันได้

28 ส.ค. 69 | 09:47 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ส.ค. 69 | 10:02 น.

EA เผยภาคอุตสาหกรรมและ EV ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 80% ชี้ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ Green Logistics จัดการโครงข่ายพลังงานสะอาด ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่ราคาแข่งขันได้

KEY

POINTS

  • EA ผลักดันระบบนิเวศด้านกรีนโลจิสติกส์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิตพลังงานสะอาด โรงงานแบตเตอรี่ ไปจนถึงการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์
  • ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากระบบสายส่งไฟฟ้าที่แข็งแรงและศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ในต้นทุนต่ำ ซึ่งเอื้อต่อการขยายสถานีชาร์จ EV และดึงดูดการลงทุน
  • ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (EV) มีราคาใกล้เคียงรถยนต์น้ำมันแต่ต้นทุนเชื้อเพลิงถูกกว่ามาก ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดและขนส่งสีเขียวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

นายฉัตรพล ศรีประทุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA กล่าวในงาน KT Dialogue New Horizon Chapter 2: Smart Grid พลิกโฉมโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต ว่า EA ได้ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานมาอย่างค่อนข้างครบวงจร ตั้งแต่โครงการผลิตพลังงานโซลาร์และพลังงานลม รวมถึงขั้นต่อไปที่สำคัญ คือ การทำโรงงานแบตเตอรี่และการทำยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

ในมุมมองต่อเรื่อง Smart Grid บทบาทของ Regulator และโครงสร้างระบบพลังงาน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญและจริงจังอย่างมากต่ออนาคตและการแข่งขันของประเทศไทยในยุคใหม่

เพราะหากมองย้อนกลับไปในอดีต โรงไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจ่ายไฟฟ้าให้กับโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก ขณะที่รถยนต์ทั่วไปจะใช้น้ำมันนำเข้า โดยในยุคก่อน การส่งจ่ายไฟฟ้าจะผ่าน 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และผู้จัดจำหน่าย คือ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เพื่อกระจายไฟฟ้าไปยังบ้านเรือนและโรงงานต่าง ๆ

ทั้งหมดจะกระจายไฟฟ้าไปยังบ้านเรือนและโรงงานต่าง ๆ โดยปัจจุบันปัจจัยสำคัญของระบบไฟฟ้า ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าด้วย มีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่

  • ไฟฟ้าต้องมีราคาถูกเพื่อให้สามารถแข่งขันได้
  • ไฟฟ้าต้องสะอาด (Green)
  • ระบบต้องมีความมั่นคง

ประเทศไทยสายส่งแข็งแรง เหมาะกับการผลิตพลังงานโซลาร์

นายฉัตรพล กล่าวว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบอย่างมาก เนื่องจากมีระบบสายส่งไฟฟ้าที่แข็งแรงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งบางประเทศเป็นเกาะหรือมีพื้นที่ค่อนข้างทุรกันดาร โดยสายส่งที่แข็งแรงถือเป็นปัจจัยที่ช่วยดึงดูดผู้ลงทุนต่างชาติ ทั้งในส่วนของ Data Center และภาคการผลิตจริงในอุตสาหกรรม (Real Production)

นอกจากนี้ ระบบสายส่งที่แข็งแรงยังช่วยสนับสนุนการขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านพื้นที่ราบจำนวนมากและมีแสงแดดที่เหมาะสมสำหรับการผลิตพลังงานโซลาร์ โดยปัจจุบันต้นทุนการผลิตโซลาร์แบบระยะยาว 20 ปี ลดลงมาต่ำกว่า 1 บาทต่อหน่วยแล้ว แม้จะยังมีปัญหาเรื่องความไม่แน่นอนของพลังงานก็ตาม

โดยทิศทางในอนาคต พลังงานโซลาร์และพลังงานลมจะเข้ามามีบทบาทอย่างแน่นอน โดยสามารถเพิ่มความมั่นคงของระบบได้ด้วยแบตเตอรี่ ทั้งในระดับกิกะสเกลของการไฟฟ้า ตามโรงงานอุตสาหกรรม หรือตามสถานีชาร์จขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีแบตเตอรี่อยู่ในจุดที่คุ้มค่ากับการลงทุน (Feasible) แล้ว

ขณะที่ราคารถ EV เชิงพาณิชย์ เช่น รถบัส รถบรรทุก หรือรถหัวลากที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน มีราคาใกล้เคียงกับรถยนต์น้ำมันแล้ว แต่มีค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงที่ถูกกว่ามาก โดยปัจจุบันประเทศไทยมีรถเมล์ไฟฟ้าวิ่งแล้วกว่า 2,000 คัน และกระทรวงคมนาคมมีแผนจะเพิ่มอีก 1,500 คันในปีหน้า และอีก 800 คันในปีถัดไป รวมถึงรถหัวลากขนาดใหญ่และรถไถนาไฟฟ้า (PV) ในภาคการเกษตรก็เริ่มนำมาใช้งานแล้ว

นายฉัตรพล กล่าวอีกว่า นอกจากโซลาร์และแบตเตอรี่แล้ว การจะสร้างความมั่นคงในภาคการผลิตไฟฟ้าจะต้องนำพลังงานทางเลือกอื่น เช่น ไฮโดรเจน SMR (Small Modular Reactor) หรือ MMR (Micro Modular Reactor) มาใช้ร่วมกันเป็นโครงข่ายพลังงานยุคใหม่

การใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนไป ภาคอุตสาหกรรมต้องการไฟฟ้าสะอาด

ในด้านนโยบายและการกำหนดราคาของ Regulator จะต้องมีความรวดเร็วและสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยทางฝั่ง PEA ทราบดีว่าจุดใดของสายส่งที่จำเป็นต้องติดตั้งแบตเตอรี่เพื่อเข้าไปจัดการระบบทั้งหมด

สำหรับระบบไมโครกริด (Microgrid) หรือ Smart Grid คือการบริหารจัดการทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรองรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป ทั้งฝั่งความต้องการซื้อและความต้องการขาย ซึ่งปัจจุบัน ความต้องการใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนไปอย่างมาก นอกเหนือจากภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดและสามารถตรวจสอบได้แล้ว ยังมี Data Center ที่ต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง และรถ EV ซึ่งถือเป็นจุดใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในอนาคต

“ยกตัวอย่างว่า การชาร์จรถ EV ด้วยเครื่องชาร์จ DC ขนาดใหญ่ หรือการชาร์จเรือไฟฟ้าลำใหญ่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งใช้แบตเตอรี่ 800 กิโลวัตต์ การชาร์จหนึ่งครั้งอาจต้องใช้กำลังไฟจากสถานีไฟฟ้าย่อยสูงถึงเกือบ 5 เมกะวัตต์ ทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการทั้งหมด”

ทั้งนี้ หากประเทศไทยสามารถบริหารจัดการระบบและต้นทุนไฟฟ้าได้ดี จะทำให้ประเทศได้เปรียบอย่างมาก ทั้งในแง่ของราคาที่สามารถแข่งขันได้ ภาคการส่งออกที่เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด และโอกาสในเรื่องคาร์บอนเครดิต

“การใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมรวมถึง EV จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงประมาณ 70-80% ของประเทศ ซึ่งหมายถึงสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่เกิดจาก การใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมร่วมกับการใช้งาน EV หากเราจัดการส่วนนี้ได้ จะช่วยให้การเติบโตมีความยั่งยืนและมีราคาที่แข่งขันได้ ซึ่งจะดึงดูดการลงทุน เนื่องจากผู้ประกอบการในปัจจุบันไม่ได้มองหาแค่ไฟฟ้าสะอาดอย่างเดียว แต่ยังต้องการระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistics) ด้วย”

อย่างไรก็ตาม ระบบ Green Logistics คือการเปลี่ยนผ่านไปใช้ยานพาหนะไฟฟ้า (EV) เช่น รถบรรทุก รถตู้ หรือรถรับส่งพนักงาน ซึ่งประเทศไทยกำลังได้เปรียบอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ระบบนิเวศ (Ecosystem) ดังกล่าวต้องทำให้เสร็จสมบูรณ์และครบวงจร เพื่อให้ประเทศสามารถเติบโตได้ในระยะยาว