

KEY
POINTS
ศาสตราจารย์ ดร. ธรรมรัตน์ คุตตะเทพ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านน้ำและสุขาภิบาล เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการพัฒนาด้านสุขาภิบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นต้นแบบระดับโลกด้านส้วมและสุขาภิบาล ซึ่งต่อยอดจากมาตรฐานส้วมที่มีคุณภาพ ไปสู่การจัดการสิ่งปฏิกูลอย่างครบวงจรและยั่งยืน
โดยการเชื่อมโยงนโยบาย รวมถึงองค์ความรู้ และนวัตกรรมของไทยและระดับนานาชาติโดยเฉพาะเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนของเสียจากส้วมให้กลับมาเป็นทรัพยากร เช่น พลังงาน ปุ๋ย ไบโอชาร์ และน้ำที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
ซึ่งหวังว่าไทยจะเป็นพื้นที่ต้นแบบในการสาธิต ทดลองใช้ และขยายผลเทคโนโลยีดังกล่าวเหล่านี้ไปสู่ประเทศอื่นทั้งในเอเชีย แอฟริกา และภูมิภาคอื่นทั่วโลก เพื่อยกระดับสุขอนามัย คุณภาพชีวิต และขับเคลื่อนการจัดการสุขาภิบาลอย่างยั่งยืนผ่าน World Toilet Summit 2026 โดยร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านน้ำและสุขาภิบาล (GWSC) ,World Toilet Organization ,กรมอนามัย และกรุงเทพมหานคร
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยและภาคีเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการประชุมส้วมโลก 2026 (World Toilet Summit 2026) ภายใต้แนวคิด Safe Toilets, Reused Resources, and Healthy Communities ยกระดับเรื่องส้วมจากเรื่องใกล้ตัวสู่ประเด็นสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมระดับโลก รวมถึงผลักดันระบบสุขาภิบาลที่ปลอดภัย เข้าถึงได้สำหรับทุกคน เปลี่ยนของเสียเป็นทรัพยากร และรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อมุ่งสู่ชุมชนสุขภาวะและสังคมที่ยั่งยืน
“World Toilet Summit 2026 เป็นโอกาสที่ไทยจะได้นำองค์ความรู้ ประสบการณ์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านสุขาภิบาลของไทยแลกเปลี่ยนกับนานาประเทศ รวมถึงเรียนรู้แนวทางใหม่เพื่อพัฒนาระบบสุขาภิบาลและอนามัยสิ่งแวดล้อมของประเทศ ไทยมีการเข้าถึงส้วมในครัวเรือนมากกว่า 99.8% แต่ส้วมในสถานที่และสถานบริการสาธารณะยังต้องพัฒนาให้มีมาตรฐาน สะอาด (Health) เพียงพอ (Accessibility) และปลอดภัย(Safety) โดยให้ความสำคัญมากกว่ามิติของ ความสะอาด แต่ครอบคลุมถึงสุขภาพความปลอดภัย ความเท่าเทียม สิ่งแวดล้อม และสร้างความยั่งยืน พร้อมรับมือภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
นางสาวศิริลักษณ์ ลีระศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเป็นมหานครขนาดใหญ่ที่รองรับประชาชน ประชากรแฝง และนักท่องเที่ยวรวมกันกว่า 10 ล้านคน ภาพลักษณ์ความน่าอยู่ และคุณภาพชีวิตของเมืองจึงมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับมาตรฐานของห้องน้ำสาธารณะ
โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับห้องน้ำสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ภายใต้เป้าหมายเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน
นอกจากนี้กรุงเทพมหานครยังได้ดำเนินงานร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข อย่างใกล้ชิด โดยยึดตามมาตรฐานห้องน้ำสาธารณะระดับประเทศ HAS ได้แก่ Health, Accessibility และ Safety เพื่อให้ห้องน้ำสาธารณะไม่เพียงสะอาดและถูกสุขลักษณะแต่ต้องมีความปลอดภัยและสามารถเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ทุกเพศ และทุกวัย เพราะเราเชื่อว่าการเข้าถึงห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดและได้มาตรฐานเป็น สิทธิขั้นพื้นฐาน ที่มีส่วนสำคัญต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน
ดังนั้น กรุงเทพมหานครพร้อมเป็นภาคีเครือข่ายร่วมกับ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการขับเคลื่อนงานด้านสุขาภิบาล และหวังว่าการประชุม World Toilet Summit 2026 จะเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อร่วมกันยกระดับสุขาภิบาล สร้างเมืองที่มีสุขภาวะที่ดี และนำไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน
ขณะที่ Prof. Sangam Shrestha กล่าวถึงความท้าทายด้านสุขาภิบาลในระดับโลกว่า แม้ปัจจุบันประชากรโลกประมาณ 58% สามารถเข้าถึงระบบสุขาภิบาลที่ได้รับการจัดการอย่างปลอดภัย แต่ยังมีประชากรอีกประมาณ 3.4 พันล้านคน ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการดังกล่าว
“ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่างานด้านสุขาภิบาลของโลกยังไม่สิ้นสุด และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การประชุม World Toilet Summit 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความร่วมมือจากนานาประเทศ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสุขาภิบาลที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และเท่าเทียม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน”
Dr. Roshan Shrestha กล่าวว่า ไทยมีความพร้อมและมีจุดแข็งในการเป็นเจ้าภาพ World Toilet Summit 2026 โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีตัวอย่างที่โดดเด่นทั้งด้านมาตรฐานความสะอาดของห้องน้ำและรูปแบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจึงสามารถเป็น พื้นที่เรียนรู้จากของจริง (Living Learning Platform) ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกได้เห็นแนวทางการดำเนินงานจริง เรียนรู้จากประสบการณ์ และนำแนวปฏิบัติที่ดีไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ