thansettakij
thansettakij
แผ่นดินไหวเวเนซุเอลาทดสอบศักยภาพสหรัฐ หลังยุบ USAID รับมือภัยพิบัติ

แผ่นดินไหวเวเนซุเอลาทดสอบศักยภาพสหรัฐ หลังยุบ USAID รับมือภัยพิบัติ

25 มิ.ย. 69 | 23:41 น.
อัปเดตล่าสุด :26 มิ.ย. 69 | 00:27 น.

แผ่นดินไหวเวเนซุเอลาสร้างความเสียหายอย่างหนักและคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของสหรัฐ หลังยุบ USAID และโอนภารกิจตอบสนองภัยพิบัติไปยังกระทรวงการต่างประเทศ

KEY

POINTS

  • เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในเวเนซุเอลา ซึ่งกลายเป็นบททดสอบสำคัญต่อศักยภาพการรับมือภัยพิบัติของสหรัฐอเมริกา
  • เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยุบหน่วยงานด้านภัยพิบัติของ USAID และโอนภารกิจความช่วยเหลือไปอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการต่างประเทศ
  • สหรัฐฯ ได้ตอบสนองโดยการส่งทีมผู้เชี่ยวชาญ DART และทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (USR) เข้าไปช่วยเหลือทันที เพื่อพิสูจน์ขีดความสามารถในการปฏิบัติการ

แผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งต่อเนื่องในเวเนซุเอลาส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก พร้อมสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐาน ท่ามกลางวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ดำเนินอยู่ก่อนแล้ว ขณะที่สหรัฐประกาศส่งทีมกู้ภัยและความช่วยเหลือฉุกเฉินเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย

USGS ประเมินว่า จำนวนผู้เสียชีวิตอาจอยู่ระหว่าง 10,000-100,000 คน ขณะที่ความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐานก็อยู่ในวงกว้างเช่นกัน ภาพอาคารพังถล่ม อาคารที่เอียง และผู้ได้รับบาดเจ็บ บ่งชี้ถึงความเสียหายอย่างหนักทั้งบริเวณใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว และในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น เช่น กรุงการากัส 

เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทันทีผ่านการแถลงทางโทรทัศน์ พร้อมเปิดเผยว่า ท่าอากาศยานนานาชาติซิมอน โบลีวาร์ (Simón Bolívar International Airport) ในกรุงการากัสต้องปิดให้บริการ เนื่องจากได้รับความเสียหาย

หลายประเทศในภูมิภาคได้เสนอความช่วยเหลือแก่เวเนซุเอลาแล้ว ความช่วยเหลือดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากขนาดของภัยพิบัติครั้งนี้เทียบได้กับเหตุแผ่นดินไหวทางตอนใต้ของเฮติในปี 2021 และเหตุแผ่นดินไหวตุรกี-ซีเรียในปี 2023 ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์แนวหน้าของสหประชาชาติและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) จะพึ่งพาการสนับสนุนจากสหรัฐในการจัดหาเงินทุนสำหรับที่พักพิง อาหาร น้ำสะอาด และการรักษาพยาบาล ดังนั้น การที่สหรัฐให้คำมั่นสนับสนุนตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงถือเป็นมาตรการตอบสนองที่มีความสำคัญ

เวเนซุเอลาต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอยู่แล้ว

แม้ก่อนเกิดแผ่นดินไหว เวเนซุเอลาก็เผชิญกับวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษแล้ว การล่มสลายทางเศรษฐกิจของประเทศถือเป็นการหดตัวทางเศรษฐกิจในยามสันติที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ในช่วงปี 1970-2015 ซึ่งเป็นการหดตัวอย่างรุนแรงที่เกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล การทุจริต และภาวะเงินเฟ้อรุนแรง

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2014 มีประชาชนเกือบ 8 ล้านคนอพยพออกจากเวเนซุเอลาเพื่อแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

ภายหลังปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐที่จับกุมนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา เมื่อเดือนมกราคม รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ฟื้นฟูงบประมาณด้านมนุษยธรรมสำหรับเวเนซุเอลามูลค่าราว 122 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้สหรัฐกลับมาเป็นผู้บริจาคด้านมนุษยธรรมรายใหญ่ที่สุดแก่ประเทศ

ความช่วยเหลือดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากคณะผู้แทนสหประชาชาติประจำประเทศ ซึ่งนำโดยผู้ประสานงานประจำประเทศ มีหน้าที่บูรณาการงบประมาณและการดำเนินงานด้านการบรรเทาภัยพิบัติจากทั้งภายในประเทศและนานาชาติ ร่วมกับรัฐบาลเวเนซุเอลา

การดำเนินการล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ถือเป็นอีกบทหนึ่งของประวัติศาสตร์ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในเวเนซุเอลาที่ยาวนานกว่า 200 ปี โดยแท้จริงแล้ว ประเทศแห่งนี้ถือเป็นจุดกำเนิดของความช่วยเหลือจากสหรัฐต่อต่างประเทศ

ขีดความสามารถของสหรัฐในการตอบสนองเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

ภายหลังเหตุแผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม ปี 1812 ซึ่งทำให้กรุงการากัสพังเสียหายอย่างหนัก รัฐสภาสหรัฐได้อนุมัติงบประมาณ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย นอกจากนี้ ยังให้อำนาจประธานาธิบดีเจมส์ เมดิสัน จัดซื้อและขนส่งอาหารไปยังเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นบันทึกครั้งแรกของการให้ความช่วยเหลือด้านภัยพิบัติระหว่างประเทศของสหรัฐ

จากการที่สหรัฐมีบทบาทใกล้ชิดกับรัฐบาลของเดลซี โรดริเกซ ประกอบกับรัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับภูมิภาคซีกโลกตะวันตกผ่านสิ่งที่เรียกว่า "หลักนิยมดอนโร" (Donroe Doctrine) ซึ่งเป็นการตีความใหม่ของหลักนิยมมอนโร (Monroe Doctrine) ในศตวรรษที่ 19 ทำให้ผู้ปฏิบัติงานด้านการตอบสนองของสหรัฐต้องเผชิญความคาดหวังสูง

ทั่วโลกกำลังจับตาว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยังคงรักษาขีดความสามารถด้านปฏิบัติการ ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (USAID) ได้หรือไม่

ทั้งนี้ ช่วงชั่วโมงแรกหลังเกิดภัยพิบัติฉับพลันถือเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งสำหรับปฏิบัติการช่วยชีวิต ภายหลังการยุบสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (USAID) รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โอนภารกิจด้านความช่วยเหลือภัยพิบัติในต่างประเทศไปอยู่ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงขีดความสามารถในการตอบสนองต่อภัยพิบัติฉับพลันด้วย

สำนักตอบสนองด้านภัยพิบัติและมนุษยธรรม (Bureau of Disaster and Humanitarian Response: DHR) ของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีเจเรมี ลูวิน (Jeremy Lewin) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศด้านความช่วยเหลือต่างประเทศ กิจการด้านมนุษยธรรม และเสรีภาพทางศาสนา เป็นผู้กำกับดูแล มีหน้าที่ระดมและส่งทรัพยากรเข้าสู่พื้นที่ประสบภัยในเวเนซุเอลา

ข้าราชการประจำในสำนักงานโครงการตอบสนองต่อภัยพิบัติระหว่างประเทศ (Office of International Disaster Response Programs) และสำนักงานปฏิบัติการและโลจิสติกส์ (Office of Operations and Logistics) จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนภารกิจของสหรัฐ รวมถึงการประสานงานกับกระทรวงกลาโหม หากมีความจำเป็น

DHR มีคลังพัสดุในเมืองไมอามี ซึ่งเก็บอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉินไว้จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นผ้าใบกันฝน ชุดสุขอนามัย อาหาร ผ้าห่ม และสิ่งของบรรเทาทุกข์อื่น ๆ ที่สามารถส่งไปยังพื้นที่ประสบภัยได้ทันที

นอกจากนี้ DHR ยังมีเครือข่ายความร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ซึ่งสามารถจัดสรรเงินสนับสนุนให้ได้ในช่วงหลายวันข้างหน้า เมื่อปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ขยายตัว

มีแนวโน้มว่าสหรัฐจะอาศัยสำนักงานเพื่อการประสานงานกิจการด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (UN Office for the Coordination of Humanitarian Affairs: OCHA) ซึ่งเป็นกลไกหลักที่สหรัฐนิยมใช้ในการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อจัดสรรเงินก้อนเดียวไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ของสหประชาชาติและองค์กรพัฒนาเอกชนอีกหลายสิบแห่งผ่านกองทุนรวม

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยังคงมีข้อตกลงเตรียมความพร้อมกับทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (Urban Search and Rescue: USR) จากนครลอสแอนเจลิส และเทศมณฑลแฟร์แฟกซ์ รัฐเวอร์จิเนีย เพื่อเข้าตอบสนองต่อภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว พายุเฮอริเคน และภูเขาไฟระเบิด

ตัวชี้วัดสำคัญต่อไปนี้จะถูกใช้ประเมินประสิทธิภาพของการตอบสนองต่อเหตุแผ่นดินไหวในระยะเริ่มต้นของกระทรวงการต่างประเทศ โดยสะท้อนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการปฏิบัติการแบบเดียวกับที่ USAID เคยดำเนินการในช่วงที่กำกับดูแลทีม DART

การตอบสนองของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐในทางปฏิบัติ

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดแผ่นดินไหวทั้งสองครั้ง มีการประกาศว่าสหรัฐจะส่งทีมช่วยเหลือด้านภัยพิบัติ (Disaster Assistance Response Team: DART) ไปยังเวเนซุเอลา เพื่อส่งมอบและประสานความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่ประชาชนชาวเวเนซุเอลา

DART เป็นทีมผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าที่ประกอบด้วยข้าราชการประจำซึ่งสามารถจัดกำลังได้อย่างยืดหยุ่น และมีความเชี่ยวชาญในการประสานความช่วยเหลือของสหรัฐในสถานการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศ รวมทั้งประเมินความต้องการของผู้ประสบภัยแบบเรียลไทม์

ทีม DART เคยมีบทบาทสำคัญในวิกฤตหลายครั้ง โดยหนึ่งในนั้นคือการเป็นกำลังหลักในการตอบสนองของรัฐบาลทรัมป์ต่อพายุเฮอริเคนเมลิสซา (Hurricane Melissa) ระดับ 5 ซึ่งพัดถล่มจาเมกาเมื่อเดือนตุลาคม 2025

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐจัดทำบัญชีรายชื่อสมาชิกทีม DART ที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลา โดยคัดเลือกจากเจ้าหน้าที่ในกรุงวอชิงตัน รวมถึงศูนย์ปฏิบัติการระดับภูมิภาค เช่น เมืองซานโฮเซ ประเทศคอสตาริกา

ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทีมสามารถระดมกำลังและเดินทางเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการได้ โดยมีถุงสัมภาระที่บรรจุอุปกรณ์จำเป็นไว้ล่วงหน้า ทำให้สามารถพึ่งพาตนเองในพื้นที่ประสบภัยได้เป็นเวลาหลายวัน

สำหรับภารกิจรับมือแผ่นดินไหว ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทีม DART จะต้องพักอาศัยในเต็นท์ หรือแม้แต่นอนบนพื้นเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ระหว่างที่ปฏิบัติการช่วยเหลือยังดำเนินต่อไป

สำหรับทีม DART ที่จะเดินทางไปยังเวเนซุเอลาจะปฏิบัติภารกิจร่วมกับทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (Urban Search and Rescue: USR) ซึ่งโดยปกติจะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระหว่าง 30-60 นาย สุนัขกู้ภัย 4 ตัวที่ได้รับการฝึกให้ค้นหาร่างผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคาร และอุปกรณ์เฉพาะทางน้ำหนักรวม 50,000 ปอนด์

อุปกรณ์ดังกล่าวประกอบด้วยเครื่องมือเจาะและตัดคอนกรีตด้วยระบบไฮดรอลิก เลื่อย เครื่องตัดโลหะ สว่าน รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ขั้นสูงสำหรับปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย

สหรัฐได้ส่งทีม USR

ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ยืนยันว่า สหรัฐได้ส่งทีม USR จากเทศมณฑลแฟร์แฟกซ์ และนครลอสแอนเจลิสแล้ว โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของทั้งสองทีมในด้านการกู้ภัย เวชศาสตร์ฉุกเฉิน วิศวกรรม และการจัดการวัตถุอันตราย

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีม USR จากเทศมณฑลแฟร์แฟกซ์ ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และกองบัญชาการขนส่งทางอากาศ (Air Mobility Command) ของกองทัพอากาศสหรัฐ ได้เข้าร่วมการฝึกขนส่งทางอากาศเชิงยุทธศาสตร์ที่ฐานทัพอากาศโดเวอร์ (Dover Air Force Base)

การฝึกดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบขั้นตอนการบรรทุกอุปกรณ์ช่วยเหลือ และเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งกำลังสำหรับการรับมือภัยพิบัติฉับพลัน เช่น เหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา

มีแนวโน้มว่าทีม DART และ USR จะใช้เครื่องบินทหารของสหรัฐในการเดินทาง แม้ว่าท่าอากาศยานกรุงการากัสจะปิดให้บริการแก่ประชาชน แต่คาดว่าจะถูกใช้เป็นศูนย์กลางสำหรับการส่งกำลังและยุทโธปกรณ์ของกองทัพสหรัฐ

ก่อนที่อากาศยานจะออกเดินทาง กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐจำเป็นต้องออกบันทึกของเลขาธิการบริหาร (Executive Secretary Memorandum) เพื่ออนุมัติการระดมกำลังทางทหารสำหรับการขนส่งทางอากาศ ทั้งจากสหรัฐไปยังเวเนซุเอลา และภายในประเทศเวเนซุเอลาเอง ซึ่งเฮลิคอปเตอร์ CH-47 Chinook และ Black Hawk สามารถสนับสนุนการประเมินความเสียหาย รวมถึงลำเลียงอาหารและน้ำไปยังประชาชนที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่ได้

เมื่อเข้าปฏิบัติการในพื้นที่แล้ว ทีม DART จะประสานงานกับกองทัพสหรัฐผ่านกระบวนการ Mission Tracking Matrix ซึ่งเป็นระบบตัดสินใจแบบรวมศูนย์ที่ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามการใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่ส่งเข้าพื้นที่ รวมถึงสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่มีความจำเป็นต่อการช่วยชีวิต ยังมีภารกิจอีกมากที่ต้องดำเนินการ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังประเมินขอบเขตความเสียหายและจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริง

การเพิ่มงบประมาณช่วยเหลือจากสหรัฐภายหลังการจับกุมนิโกลัส มาดูโร เมื่อเดือนมกราคม สะท้อนให้เห็นถึงมิติทางการเมืองของการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในเวเนซุเอลา

แตกต่างจากหลายประเทศ เช่น เยเมน ซึ่งสหรัฐได้ยุติความช่วยเหลือเพื่อช่วยชีวิตประชาชนมูลค่ามากกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความคาดหวังหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้คือ สหรัฐจะตอบสนองครั้งใหญ่ ทั้งการส่งกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ และการสนับสนุนงบประมาณมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยังคงรักษาขีดความสามารถในการส่งกำลังเข้าตอบสนองต่อภัยพิบัติฉับพลันไว้ได้ ขณะนี้ สิ่งสำคัญคือการตอบสนองให้สมกับขนาดของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ด้วยการทำให้ภารกิจค้นหาและกู้ภัย เงินทุนสนับสนุน และสิ่งของช่วยชีวิต ไปถึงชุมชนที่กำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน