thansettakij
thansettakij
วิส อะคาเดมี ดัน ‘น่าน’ ต้นแบบฟื้นป่าต้นน้ำ ควบคู่รายได้ชุมชน

วิส อะคาเดมี ดัน ‘น่าน’ ต้นแบบฟื้นป่าต้นน้ำ ควบคู่รายได้ชุมชน

21 มี.ค. 69 | 22:52 น.
อัปเดตล่าสุด :21 มี.ค. 69 | 22:53 น.

วิส อะคาเดมี ดัน ‘น่าน’ ต้นแบบฟื้นป่าต้นน้ำ ควบคู่รายได้ชุมชน จากปลูกป่าสู่ ออกแบบระบบโมเดลใหม่แก้โลกรวนอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • วิส อะคาเดมี ผลักดันจังหวัดน่านให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าต้นน้ำที่สำคัญของประเทศ
  • ใช้แนวคิด Solutionscape เพื่อสร้างสมดุลให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ โดยมุ่งสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนควบคู่ไปกับการอนุรักษ์
  • ดำเนินโครงการ "ต้นไม้ของเรา" (Trees4All) แพลตฟอร์มระดมทุนเพื่อเปลี่ยนเกษตรเชิงเดี่ยวสู่วนเกษตร สร้างรายได้ให้เกษตรกรและฟื้นฟูผืนป่าไปพร้อมกัน

ภาวะโลกรวนส่งผลให้วิกฤตธรรมชาติและการใช้ชีวิตของมนุษย์ซับซ้อนขึ้น โดยทุกปีโลกสูญเสียพื้นที่ป่ากว่า 62.5 ล้านไร่ หรือเทียบเท่ากับสนามฟุตบอล 14 ล้านสนาม ต้นไม้ที่หายไปไม่เพียงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ แหล่งน้ำ และแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า แต่ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีพหรือวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป 

สุภัททิรา รอดบุญธรรม ผู้อำนวยการวิส อะคาเดมี ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ท่ามกลางความซับซ้อนดังกล่าว Wyss Academy for Nature หรือ วิส อะคาเดมี จึงมุ่งมั่นขับเคลื่อนโมเดล Solutionscape เพื่อแสดงให้เห็นว่าโลกยุคปัจจุบัน การอนุรักษ์ไม่ใช่การกันคนออกจากป่า แต่คือการออกแบบเชิงระบบให้มนุษย์ ธรรมชาติ และสัตว์ป่า สามารถเกื้อกูลและเติบโตไปพร้อมกัน

สำหรับแนวคิด Solutionscape คือแนวคิดการทำงานที่ประกอบขึ้นจากคำสองคำ คือ solution (ทางออก) และ landscape (ภูมิทัศน์ หรือ พื้นที่ที่มนุษย์ สัตว์ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศหลากหลายดำรงอยู่ร่วมกัน) เมื่อนำสองคำมารวมกัน จึงหมายถึงวิธีการทำงานเชิงระบบที่มองเห็นปัจจัยหลากหลายในพื้นที่ เข้าใจผลกระทบที่ปัจจัยต่างๆ ส่งผลซึ่งกันและกัน และออกแบบโครงการต่างๆ ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เพื่อความยั่งยืนระหว่างคน กับธรรมชาติในระยะยาว

วิส อะคาเดมี ดัน ‘น่าน’ ต้นแบบฟื้นป่าต้นน้ำ ควบคู่รายได้ชุมชน

 

Solutionscape คือการลงมือปฏิบัติในพื้นที่จริงที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง ซึ่งพิสูจน์มาแล้วกว่า 89 โครงการจาก 4 ภูมิภาคทั่วโลก ได้แก่  ยุโรป แอฟริกาตะวันออก อเมริกาใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแต่ละภูมิภาคต่างก็เผชิญโจทย์และความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างธรรมชาติและมนุษย์ในบริบทที่แตกต่างกันไป

สำนักงานใหญ่ของวิส อะคาเดมีที่กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มี Solutionscape ที่เน้นทำงานฟื้นฟูระบบนิเวศของ Grosses Moos สวนครัวแห่งสวิตเซอร์แลนด์ หรือพื้นที่เกษตรกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ด้วยความที่พื้นที่ถูกใช้ปลูกพืชผักอย่างต่อเนื่องมากว่าศตวรรษ สภาพดินจึงถดถอย ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพก็เสื่อมโทรม วิจึงทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่างแคนตันแห่งเบิร์น ซึ่งมีสถานะคล้ายกับสำนักงานจังหวัดของไทย และมหาวิทยาลัยเบิร์น ใช้นวัตกรรมการปลูกพืชผักแบบใหม่มาช่วยฟื้นฟูคุณภาพดิน เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และเอื้อประโยชน์ต่อความหลากหลายทางชีวภาพไปพร้อมกัน

สำหรับวิส อะคาเดมี ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Wyss Academy for Nature’s Hub Southeast Asia) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครนั้น มุ่งจะจัดตั้ง Solutionscape ในจังหวัดน่าน เนื่องจากมองเห็นความสำคัญของจังหวัดในฐานะที่มีป่าต้นน้ำอันเป็นแหล่งกำเนิดของน้ำในเจ้าพระยากว่า 40% และเล็งเห็นศักยภาพของท้องถิ่นในจังหวัดน่าน โดยที่ผ่านมาได้มีเวิร์คช็อป ฮ่วมคิดฮ่วมสร้าง ออกแบบน่านไปด้วยกัน ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายภาคส่วนในจังหวัดน่าน ไม่ว่าจะเป็นชุมชน มหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อคิดเชิงระบบและออกแบบการทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคตให้ชุมชนมีหนทางทำมาหากินอย่างยั่งยืนและป่าไม้คงอยู่ต่อไปอย่างอุดมสมบูรณ์

ที่ผ่านมาในจังหวัดน่าน วิส อะคาเดมี ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ดำเนินโครงการ ต้นไม้ของเรา (Trees4All) แพลตฟอร์มระดมทุนที่เชื่อมโยงคนภายนอกกับเกษตรกร เพื่อเปลี่ยนวิถีเกษตรเชิงเดี่ยวสู่วนเกษตร หรือการปลูกไม้ใหญ่ไปพร้อมกับการทำเกษตร โดยปัจจุบันสามารถระดมทุนปลูกต้นไม้ในแปลงเกษตรได้แล้วกว่า 21,967 ต้น ผ่านเกษตรกร 173 ราย ซึ่งคาดว่าจะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 209 ตันต่อปี หรือเทียบเคียงได้กับปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากเที่ยวบินไปกลับไทย-สิงคโปร์ 460 เที่ยว แสดงให้เห็นว่าการสร้างรายได้ให้กับชุมชนสามารถทำควบคู่ไปกับการฟื้นฟูธรรมชาติได้

วิส อะคาเดมี ดัน ‘น่าน’ ต้นแบบฟื้นป่าต้นน้ำ ควบคู่รายได้ชุมชน

 

นอกจากนี้ ในพื้นที่แขวงไซยะบุรี ประเทศลาว ซึ่งเผชิญปัญหาพื้นที่ป่าอนุรักษ์ลดลงเหลือเพียง 58% ได้เข้าไปทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคีเครือข่าย ผสานองค์ความรู้ และดำเนินงานวิจัยในพื้นที่ ผนึกกำลังกับศูนย์อนุรักษ์ช้าง (Elephant Conservation Center: ECC) ในไซยะบุรี ซึ่งดูแลพื้นที่ป่าสัมปทานกว่า 3,431.25 ไร่ และเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลทางระบบนิเวศมายาวนานถึง 15 ปี 

โดยในช่วงการระบาดของโควิด-19 ศูนย์อนุรักษ์ช้างต้องเผชิญภาวะเปราะบางทางเศรษฐกิจอย่างหนักจึงเข้าไปร่วมพลิกฟื้นสถานการณ์ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การยกระดับให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางความรู้ของภูมิภาค และจัดตั้ง ECORE (Education, Conservation & Research) ขึ้นมา โดยในปี 2568 ได้ระดมสมองนักวิทยาศาสตร์ 22 คน จาก 9 ประเทศ และ 15 องค์กร มาร่วมวางกรอบการทำงาน เพื่อจะผลักดันให้ ECORE กลายเป็นฐานการวิจัยชั้นนำระดับภูมิภาคด้านระบบนิเวศป่าไม้ ชีววิทยาการอนุรักษ์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ ปี 2569 มีแผนที่จะยกระดับการทำงานในประเทศไทย ทั้งการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาโมเดลการจัดการพื้นที่ผ่านการคิดเชิงระบบ 

โดยมองว่างานด้านการอนุรักษ์จะต้องคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้น และหันมามองหาสมดุลระหว่างการทำมาหากินของชุมชนและการอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อให้ทั้งคนและป่าไม้ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน