thansettakij
thansettakij
ฟุตบอลโลก 2026 เงินสะพัด 4.09 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ดัน GDP เจ้าภาพไม่ถึง 0.1%

ฟุตบอลโลก 2026 เงินสะพัด 4.09 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ดัน GDP เจ้าภาพไม่ถึง 0.1%

10 ก.ค. 69 | 08:10 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ก.ค. 69 | 08:10 น.

ฟุตบอลโลก 2026 มหกรรมกีฬายิ่งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ คาดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจทั่วโลก 40.9 พันล้านดอลลาร์ หนุนท่องเที่ยวและการจ้างงาน แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ผลต่อ GDP ประเทศเจ้าภาพยังจำกัด

KEY

POINTS

  • ฟุตบอลโลก 2026 คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทั่วโลกกว่า 4.09 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่คาดว่าจะกระตุ้น GDP ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักได้เพียง 0.05%
  • ภาคธุรกิจที่ได้รับประโยชน์โดยตรงคือกลุ่มท่องเที่ยวและบริการ แต่ประเทศเจ้าภาพต้องแบกรับต้นทุนการจัดงานและความปลอดภัยที่สูงมากและเสี่ยงต่องบประมาณบานปลาย
  • ปัจจัยลบ เช่น ราคาตั๋วที่พุ่งสูง นโยบายวีซ่า และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่เป็นไปตามเป้า และรายได้ทางเศรษฐกิจลดลง
  • บทเรียนจากอดีตชี้ว่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากการจัดงาน แต่มาจากการวางแผนต่อยอดโอกาสหลังการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนและส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศ

ฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยการขยายเป็น 48 ทีม แข่งขัน 104 นัด ใน 3 ประเทศเจ้าภาพ คาดดึงผู้ชมกว่า 6.5 ล้านคน และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทั่วโลกกว่า 40.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ชี้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเจ้าภาพอาจไม่ได้สูงอย่างที่หลายฝ่ายคาด โดยบทพิสูจน์สำคัญอยู่ที่การต่อยอดโอกาสหลังเสียงนกหวีดสุดท้าย 

คาดเม็ดเงินสะพัดกว่า 4.09 หมื่นล้านดอลลาร์

ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ถือเป็นการแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ด้วยจำนวน 48 ทีม 104 นัด และ 16 เมืองเจ้าภาพ พร้อมคาดว่าจะมีแฟนฟุตบอลเดินทางเข้าชมการแข่งขันมากกว่า 6.5 ล้านคน 

การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกทำให้การแข่งขันครั้งนี้ถูกคาดหวังว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจครั้งสำคัญ โดย OpenEconomics ประเมินว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจทั่วโลกราว 40.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมสนับสนุนการจ้างงานกว่า 824,000 ตำแหน่ง ขณะที่สหรัฐฯ จะได้รับอานิสงส์มากที่สุด คิดเป็นมูลค่าราว 17.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่มีมูลค่ามากกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลกระทบดังกล่าวกลับอยู่ในวงจำกัด โดย Goldman Sachs ประเมินว่า ฟุตบอลโลกจะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ เพียงประมาณ 0.05% เท่านั้น สะท้อนว่าฟุตบอลโลกเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น มากกว่าจะเป็นตัวเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

ท่องเที่ยว-บริการ รับอานิสงส์เต็มที่ แต่ GDP เจ้าภาพเพิ่มเพียง 0.05%

ภาคธุรกิจที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือ การท่องเที่ยวและบริการ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ระบบขนส่ง ค้าปลีก และธุรกิจบันเทิง ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการใช้จ่ายรวมประมาณ 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นกว่า 54% ของการใช้จ่ายทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขั

เม็ดเงินดังกล่าวไม่ได้จบเพียงผู้ประกอบการรายแรก แต่ยังส่งต่อไปยังธุรกิจอื่นผ่านกลไก Multiplier Effect ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานเพิ่ม การสั่งซื้อวัตถุดิบ การขยายบริการด้านคมนาคม และการลงทุนต่อยอดของภาคเอกชน

ในสหรัฐฯ เพียงธุรกิจที่พักและร้านอาหารก็มีแนวโน้มสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Allianz Research ประเมินว่าสายการบินจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วน Morgan Stanley คาดว่ารายได้จากโฆษณาของผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดจะเพิ่มขึ้นกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากจำนวนผู้ชมทั่วโลก

รายได้สูง แต่ต้นทุนมหาศาล เจ้าภาพต้องรับความเสี่ยงงบบานปลาย

แม้ฟุตบอลโลกจะสร้างเม็ดเงินจำนวนมาก แต่ประเทศและเมืองเจ้าภาพก็ต้องแบกรับต้นทุนด้านการจัดงานมหาศาล ทั้งการรักษาความปลอดภัย การบริหารจัดการฝูงชน ระบบขนส่ง การปรับปรุงสนามกีฬา และการยกระดับบริการสาธารณะ

ตัวอย่างเช่น เมืองโตรอนโตได้เพิ่มงบประมาณรองรับการเป็นเจ้าภาพอีก 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ จัดสรรงบประมาณมากกว่า 625 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนมาตรการรักษาความปลอดภัยใน 11 เมืองเจ้าภาพ

ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยของ Bent Flyvbjerg ยังพบว่า มหกรรมกีฬาระดับโลกในอดีตมีต้นทุนจริงสูงกว่างบประมาณเฉลี่ยถึง 172% สะท้อนว่าความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่ที่การจัดงานเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มักบานปลายกว่าที่วางแผนไว้

ราคาตั๋ว-วีซ่า-ภูมิรัฐศาสตร์ อาจจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว

แม้ฟุตบอลโลกจะได้รับความสนใจจากแฟนบอลทั่วโลก แต่การเดินทางเข้าชมการแข่งขันยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน

World Cup Guide ประเมินว่าราคาบัตรเข้าชมเฉลี่ยของฟุตบอลโลก 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าฟุตบอลโลกปี 1994 หลังปรับเงินเฟ้อแล้วถึงเกือบ 10 เท่า

นอกจากนี้ นโยบายด้านวีซ่า การควบคุมชายแดน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดย Allianz Research ระบุว่าหลายประเทศยังมีอัตราการถูกปฏิเสธวีซ่าในระดับสูง ขณะที่สมาคมโรงแรมและที่พักของสหรัฐฯ (AHLA) เปิดเผยว่า โรงแรมหลายแห่งในเมืองเจ้าภาพยังมียอดจองต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนว่า ความนิยมของการแข่งขันไม่ได้แปลว่าจะเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินทางเศรษฐกิจได้ทั้งหมด หากจำนวนนักท่องเที่ยวต่ำกว่าคาด รายได้จากภาคท่องเที่ยวและบริการก็อาจลดลงตามไปด้วย

บทพิสูจน์หลังเสียงนกหวีด ฟุตบอลโลกสร้าง "โอกาส" มากกว่าสร้างเศรษฐกิจ

บทเรียนจากฟุตบอลโลกในอดีตชี้ให้เห็นว่า ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจหลังการแข่งขันมักต่ำกว่าที่ประเมินไว้ก่อนเริ่มงาน

นักเศรษฐศาสตร์ Robert Baade และ Victor Matheson พบว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของฟุตบอลโลกปี 1994 ในสหรัฐฯ ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ถึง 5.5-9.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่บราซิลใช้งบประมาณมากกว่า 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับฟุตบอลโลกปี 2014 แต่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกลับไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ส่วนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า ฟุตบอลโลก 2022 ช่วยเพิ่ม GDP ของกาตาร์เพียง 0.7-1.0%

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ฟุตบอลโลกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศได้ หากขาดการวางแผนต่อยอดหลังจบการแข่งขัน

ท้ายที่สุด สิ่งที่ประเทศเจ้าภาพแข่งขันกันจริงอาจไม่ใช่รายได้จากการแข่งขันเพียงหนึ่งเดือน แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนความสนใจจากผู้คนทั่วโลกให้กลายเป็น การท่องเที่ยว การลงทุน ภาพลักษณ์ของประเทศ และโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ฟุตบอลโลกอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ผลตอบแทนที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเจ้าภาพสามารถเปลี่ยน "มหกรรมกีฬา" ให้เป็น "โอกาสในการพัฒนา" ได้อย่างแท้จริง

ผลกระทบทางเศรษฐกิจของฟุตบอลโลก 2026

บทความโดย Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ