thansettakij
thansettakij
'หัวใจของเพื่อนบ้านก็สำคัญ'  "บำรุงราษฎร์" ผ่าตัดฟรีผู้ป่วยโรคหัวใจชาวเวียดนาม

'หัวใจของเพื่อนบ้านก็สำคัญ' "บำรุงราษฎร์" ผ่าตัดฟรีผู้ป่วยโรคหัวใจชาวเวียดนาม

10 ส.ค. 59 | 09:55 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ส.ค. 59 | 16:55 น.
 

IMG_1578 ความสำเร็จของโครงการ “รักษ์ใจไทย” โดยความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และมูลนิธิเด็กโรคหัวใจในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่เข้าไปช่วยเหลือด้วยการผ่าตัดหัวใจให้แก่เด็กด้อยโอกาสที่ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย  โครงการดังกล่าวช่วยเหลือผู้ป่วยไปแล้วกว่า 735 รายในระยะเวลากว่า 13 ปี และถือเป็นพันธกิจหลักทางสังคมของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่ยึดมั่น โดยการมีส่วนร่วมตอบแทนสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยใช้ความสามารถ ศักยภาพ และทรัพยากรที่โรงพยาบาลมีอยู่เพื่อช่วยสังคมให้ดีขึ้น    ผลสำเร็จดังกล่าวถูกขยายต่อไปช่วยเหลือกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะสุขภาพถือเป็นเรื่องสำคัญ และการเจ็บป่วยต่างๆ ต้องได้รับการบรรเทา ไม่แบ่งแยกว่าเป็นคนในเมืองหรือในชนบท

แนวคิดดังกล่าว ถูกขยายต่อยอดออกมาเป็นโครงการ “ผ่าตัดผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดผู้ยากไร้ในประเทศเวียดนาม” โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และโรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ ร่วมกับสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ สมาคมช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ณ นครโฮจิมินห์ และสายการบินไทย แอร์เอเชีย ซึ่งคัดเลือกชาวเวียดนามที่ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด รวม 5 คน เข้ารับการผ่าตัดหัวใจที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ประเทศไทย โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

โครงการนี้ริเริ่มขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเด็กผู้ด้อยโอกาสในประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาศัยความเชี่ยวชาญและศักยภาพของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อีกทั้งยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี รวมถึงการเฉลิมฉลอง 40 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และในโอกาสที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ครบ 36 ปี

เคาะประตูห้องพักผู้ป่วยโรคหัวใจชาวเวียดนามทั้ง 5 คน เพื่อสอบถามถึงความรู้สึกที่ได้รับการรักษาจากโครงการฯ ว่าเป็นอย่างไร และผลจากการรักษาชีวิตในอนาคตของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน

1.Vo Van Lien (หวอ วัน เหลียง) ชายหนุ่มในวัย 29 ปีที่ต้องทนทุกข์มาตลอดทั้งชีวิตกับโรคหัวใจที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เขาบอกเล่าตัวตนว่าเป็นชาวนาที่เช่าที่นาปลูกข้าวเพื่อยังชีพ รายได้อันน้อยนิดพยุงตนเอง ภรรยา และลูกน้อยอีก 2 คนในวัย 7 และ 4 ขวบ   อาการของโรคหัวใจทำร้ายเขาอย่างหนักตั้งแต่อายุได้ 17 ปี อาการหายใจไม่ออก เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็วอย่างผิดจังหวะ และเจ็บหน้าอก อาการที่ว่าเล่นงานอย่างเขาอย่างหนักหน่วง และผลที่ว่าก็ส่งผลไปยังการทำงานที่ต้องใช้เรี่ยวแรง เมื่องานต้องหยุดชะงักลง และนั่นคือผลกระทบต่อการใช้เงินเลี้ยงดูครอบครัวด้วย

กระทั่ง หวอ วัน เหลียง เข้ารับการรักษาที่ประเทศเวียดนาม การผ่าตัดครั้งแรกนั้นทำให้เขาดีขึ้นแต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่ชั่วยาม ไม่กี่ปีให้หลังจากนั้นอาการเขาเริ่มหนักมากขึ้นเรื่อยๆ มีอาการไอ เสียงแหบพร่า ร้ายแรงที่สุดคือไม่สามารถนอนหลับได้เหมือนกับคนปกติ เพราะไม่สามารถนอนราบได้ ยามนอนต้องนั่งหลับ เพราะหากทิ้งตัวลงนอนจะทำให้หายใจไม่ออก

"จนหมอที่เวียดนามแนะนำโครงการฯ ที่ช่วยเหลือผ่าตัดหัวใจกับผู้ป่วยชาวเวียดนามและได้สมัครเข้าโครงการ ผ่านสมาคมช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ณ นครโฮจิมินห์ กระทั่งผ่านการคัดเลือกและเดินทางสู่ประเทศไทยเพื่อการรักษา ผมถือว่าตัวเองโชคดีมาก และเหมือนเกิดใหม่เลยทีเดียว ภรรยาผมก็ดีใจที่ผมแข็งแรงขึ้น"

หวอ วัน เหลียง บอกถึงความรู้สึก ขณะที่ภรรยาคู่ชีวิตคอยดูแลอยู่ข้างกายไม่ห่างไปไหน

หลังเข้ารับการผ่าตัด หวอ วัน เหลียง รู้สึกมีกำลังวังชาขึ้นมาเรื่อยๆ การเดินเหินเข้าสู่ภาวะปกติ ที่สำคัญคือเขาสามารถนอนราบได้เหมือนคนทั่วๆไป และความหวังของชีวิตก็เริ่มประกายแสงให้อีกครั้ง พร้อมเป้าหมายที่จะกลับไปทำการเกษตรเช่นเดิม และระหว่างพักฟื้นก็ได้พบว่าการปลูกพริกไทยถือเป็นเกษตรใหม่ที่เขาเริ่มสนใจ

"ลูกสาวคนเล็กของผมก็มีอาการหัวใจผิดปกติ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องรักษากันอย่างไรเพราะเราก็รายได้น้อย แต่อาศัยว่าผมแข็งแรงขึ้น คงจะทำงานได้มากขึ้น และมีเงินเก็บที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน" หวอ วัน เหลียง ทิ้งท้ายด้วยความหวังและรอยยิ้ม

2.ไม่ต่างจาก Thach Thi Chi (ถัค ถิ ชี) ในวัย 33 ปี ที่เข้ารับการรักษาผ่าตัดโรคหัวใจเช่นกัน เธอเดินทางมายังประเทศไทยพร้อมกับ Thach Don (ถัก เซิน) สามี ทั้งสองเป็นชาวนาที่ประเทศเวียดนามผู้มีรายได้ต่อวันเพียงแค่ 150 บาท    เมื่อ 2 ปีก่อนเธอเหนื่อยง่าย หายใจติดขัด และมีอาการแน่นหน้าอก กระทั่งทำงานต่อไปไม่ไหว บวกกับอาการข้างต้นเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ สามีจึงตัดสินใจพาเธอไปพบหมอที่โรงพยาบาลท้องถิ่น จากการวินิจฉัยก็พบว่า เธอเป็นโรคหัวใจ และทางรอดทางเดียวคือการผ่าตัดเท่านั้น

แต่ราคาค่ารักษาราว 1.5-2 แสนบาท ก็แพงเกินกว่าครอบครัว ถัค ถิ ชี จะรับไหว

ถัก เซิน ผู้เป็นสามี บอกว่า ถึงแม้จะไม่มีเงินก็ขอไม่ยอมแพ้ พยายามหาทุกวิถีทางเพื่อให้สุขภาพของ ถัค ถิ ชี ดีขึ้น กระทั่งมาเจอโครงการฯ จากประเทศไทย จึงสมัครเข้าโครงการแทนภรรยาผ่านหมู่บ้าน เพราะคิดว่าทางรอดเดียวที่จะเกิดขึ้นได้คือโครงการนี้เท่านั้น ท้ายสุดได้ผ่านการคัดเลือก และขึ้นเครื่องบินมาผ่าตัดที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

"ผมมีความสุขมากๆ ภรรยาผมจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง" ถัก เซิน ย้ำถึงความรู้สึกหลังภรรยาได้รับการผ่าตัดหัวใจ

ถัค ถิ ชี เล่าเสริมว่า ก่อนจะมารักษามีความกังวลเช่นกัน และเกิดความเครียดอย่างหนักขณะขึ้นเครื่องบิน ระหว่างที่เครื่องบินบินอยู่ ภรรยามีอาการเหมือนจะเป็นลม หายใจลำบาก แต่ก็โชคดีที่มีคณะแพทย์และพยาบาลของบำรุงราษฎร์ร่วมเดินทางด้วย จึงได้รับการดูแลจนอาการดีขึ้น แต่เมื่อหลังการผ่าตัดแล้วได้รับการดูแลรักษาจากทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นอย่างดี ตนเป็นคนที่โชคดีมาก

"คุณหมอเก่ง ดีใจมาก จะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ขอบคุณมากที่ดูแลรักษาคนยากไร้อย่างเรา แม้จะต่างบ้านต่างเมืองกันก็ตาม" ถัค ถิ ชี บอกพร้อมน้ำตาที่เอ่อล้น

3.ด้าน Truong Thi Hoang Diem (ทูง ถิ วัง เสียม) หญิงในวัย 39 ปี เมื่อ 7 ปีก่อนเธอมีอาการนอนไม่หลับ นอนราบไม่ได้ เหนื่อยหอบหายใจไม่สะดวก รุนแรงที่สุดคือกินอาหารเข้าไปแล้วต้องอาเจียนออกมาทั้งหมด กำลังวังชาที่เคยมีมาเริ่มถดถอย ทูง ถิ วัง เสียม จึงไปหาหมอเพราะร่างกายตนเองนั่นผิดปกติ และผลการตรวจทำให้เธอทราบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคหัวใจที่เข้าขั้นวิกฤตแล้ว   การรักษาที่ประเทศเวียดนาม โรงพยาบาลแจ้งเธอว่าจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด เพราะไม่เช่นนั้นอาการจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

"หมอบอกว่าจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้" ทูง ถิ วัง เสียม สะท้อนความรู้สึกพร้อมน้ำตา

แต่เมื่อทราบราคาค่าใช้จ่ายที่สูงถึง 2 แสนบาทเพื่อต่อลมหายใจให้ตัวเอง ทูง ถิ วัง เสียม และสามีก็ต้องจำใจยอมรับสภาพ เพราะลำพังรายได้ตนเองและสามีจะซื้อยามากินยังนับว่ายาก ดังนั้นการผ่าตัดแทบไม่ต้องพูดถึง ทูง ถิ วัง เสียม เล่าว่า นอนโรงพยาบาลอยู่ 2 เดือนเพื่อรักษาตัว กระทั่งเงินที่ใช้รักษาหมดจึงขอหมอกลับบ้าน มีความหวังเพียงแค่ว่าจะรักษาตนเองตามมีตามเกิด

"เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ครบ 3 เดือนก็นำไปขาย ครั้งหนึ่งก็จะได้เงินราว 3 พันบาท" ทูง ถิ วัง เสียม ย้ำถึงความทุกข์ยาก และว่า กระทั่งหมอที่โรงพยาบาลได้ติดต่อมา บอกว่ามีโครงการฯ จากประเทศไทยที่พร้อมจะดูแลและรักษาผ่าตัดหัวใจให้กับผู้ยากไร้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จึงสมัครเข้าโครงการด้วยความหวังริบหรี่ เพราะไม่คิดว่าจะผ่านการคัดเลือก แต่ท้ายสุดก็ได้รับการคัดเลือกและผ่านการรักษาไปแล้ว และดีใจมากที่จะได้กลับไปแข็งแรงอีกครั้ง เพราะสุขภาพที่ดีจะเปลี่ยนเป็นแรงกายที่ใช้ทำงานเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว

4.สาวเวียดนามวัย 26 อย่าง Nguyen Thi Huong (เหวียน ถิ เฮือง) ก็ต้องมาป่วยด้วยโรคหัวใจเช่นกัน สิ่งที่เลี้ยงชีพของเธอคือเปิดร้านตัดผมร่วมกับสามี รายได้เล็กน้อยส่วนหนึ่งต้องแบ่งจ่ายค่าเช่าร้านและใช้กินอยู่ในแต่ละเดือน แต่แล้วอาการของโรคหัวใจที่ เหวียน ถิ เฮือง ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ในตัวเองก็เริ่มออกฤทธิ์อย่างหนัก ทำให้เหนื่อยง่าย หายใจไม่สะดวก และส่งผลให้เธอต้องปิดร้านไปในบางวัน วันไหนมีเรี่ยวแรงจึงออกให้บริการตัดผมลูกค้า และผลกระทบต่อร่างกายก็ส่งผลเสียต่ออาชีพการงาน ทำให้ลูกค้าของ เหวียน ถิ เฮือง เริ่มหนีหาย เพราะเธอปิดร้านบ่อยครั้งเนื่องด้วยปัญหาโรคหัวใจ  และท้ายสุด ร้านเสริมสวยที่เช่าเขาอยู่ ก็ต้องปิดตัวลงมากว่า 1 ปีแล้ว เพราะ เหวียน ถิ เฮือง หารายรับมาให้กับรายจ่ายไม่ไหว

"พอไปหาหมอก็เพิ่งรู้ว่าเป็นโรคหัวใจตั้งแต่เกิด และอาการทรุดหนักมาระยะ 1 ปีให้หลัง การจะไปผ่าตัดไม่ต้องพูดถึง เพราะหารายได้มาจ่ายค่าเช่าร้านยังไม่ได้ นอนรอความหวังกระทั่งโรงพยาบาลที่เคยเข้ารักษาตัวแจ้งข่าวดีมา" เหวียน ถิ เฮือง เล่าถึงความหลัง

ข่าวดีที่ว่าคือโครงการผ่าตัดหัวใจให้กับผู้ยากไร้ชาวเวียดนาม โดยโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ดูแลค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด เหวียน ถิ เฮือง จึงตัดสินใจสมัครเข้าโครงการ และผลจากการคัดเลือกปรากฏว่าเธอเข้าข่ายที่ต้องเข้ารับการรักษา และผลการรักษาที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เหวียน ถิ เฮือง บอกว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงขณะพักฟื้น คือหายใจสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม เดินเหินได้อย่างมีเรี่ยวแรง และทั้งหมดคือกำลังใจอันสำคัญที่จะได้เห็นสุขภาพตนเองเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น

"หมอโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์บอกว่าให้เดินมากขึ้น ต้องขอขอบคุณโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่ช่วยรักษา หากไม่ได้โครงการนี้ก็ไม่รู้ว่าชีวิตตัวเองจะเป็นอย่างไร ส่วนอนาคตคิดว่าจะกลับไปเปิดร้านเสริมสวยอีกครั้ง แต่ก่อนอื่นต้องหาเงินเปิดร้านให้ได้ก่อน" เหวียน ถิ เฮือง เล่าด้วยแววตาที่มีความหวัง

5.ผู้โชคดีจากเวียดนามรายที่ 5 ซึ่งเป็นรายสุดท้ายของโครงการช่างน่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นหนูน้อยวัยเพียงแค่ 8 เดือน ชื่อ Le Thanch Thao (เล ทัง เถ่า) หรือน้องซาลี่ ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากบ้านเกิดมาพร้อมคุณแม่ คือ Nguyen Thi Dong (เหวียน ถิ ดง) เพื่อเข้ารับการรักษาผ่าตัดโรคหัวใจ เด็กสาวผู้มาพร้อมกับหัวใจที่ผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด ทักทายด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ โลกของเธอสดใสขึ้นและทำให้กลุ่มผู้เข้าเยี่ยมยิ้มไปพร้อมกับเธอ

แม่ของน้องซาลี่ เล่าว่า เมื่อคลอดหมอได้บอกว่าลูกสาวป่วยเป็นโรคหัวใจ และยังเป็นโรคปากแหว่งพ่วงมาด้วย จึงมีความเครียดอย่างหนัก กังวลว่าจะรักษาลูกสาวได้อย่างไร เพราะรายได้หลักที่มาจากการปลูกข้าวโพดในไร่ที่เช่านายทุนก็ได้เพียงแค่เดือนละ 1,000 บาทเท่านั้น นอนกอดลูกสาวอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่ 2 สัปดาห์ก็ต้องออกเพราะไม่มีเงินจะรักษาน้องซาลี่

"สงสารน้องซาลี่มาก เกิดมาต้องมาเจอถึง 2 โรค" หลังประโยคนี้ น้ำตาของเหวียน ถิ ดง ก็พรั่งพรู เธอเล่าว่า โชคดีที่ได้รับเข้าโครงการผ่าตัดโรคหัวใจให้กับผู้ยากไร้ชาวเวียดนามที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และยังถือเป็นโชคอีกครั้ง ที่คณะแพทย์ผ่าตัดโรคปากแหว่งให้กับน้องซาลี่ด้วย ดีใจมาก และขอบคุณโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มากๆ ตอนนี้หัวใจของน้องซาลี่เป็นปกติแล้ว และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้มอบของขวัญชิ้นพิเศษให้ คือสุขภาพของลูกสาว" เหวียน ถิ ดง บอกพร้อมน้ำตา

ความหวังในอนาคต เหวียน ถิ ดง อยากเห็นน้องซาลี่มีสุขภาพที่แข็งแรงเหนืออื่นใด และอยากให้เธอได้ร่ำเรียนสูงๆ ไม่ต้องมาลำบากเหมือนกับแม่ของเธอ

IMG_1585 ด้านนายแพทย์ ปรีชา เลาหคุณากร กุมารเวชแพทย์โรคหัวใจเด็กโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แพทย์ในโครงการฯ กล่าวเสริมว่า นับเป็นเรื่องน่ายินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่โครงการรักษ์ใจไทยได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในประเทศเวียดนาม เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสที่จะมีสุขภาพสมบูรณ์ มีชีวิตที่เป็นปกติ ซึ่งการกระบวนการรักษาทุกอย่างไม่เสียค่าใช้จ่าย

“โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีนโยบายช่วยเหลือสังคมในด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้ ได้ช่วยผ่าตัดหัวใจผู้ใหญ่ 4 ราย และเด็กเล็กอายุเพียง 7เดือน 1 ราย ซึ่งการผ่าตัดหัวใจ โดยเฉพาะเด็กเล็ก นั้นมีความยากและซับซ้อนกว่าผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ด้วยความแตกต่างของขนาดหัวใจ สำหรับกรณีของเด็กเล็กรายนี้มีอาการของปากแหว่งร่วมด้วย หลังจากการผ่าตัดหัวใจแล้วเสร็จและเด็กมีอาการดีขึ้น ทางโครงการ จึงได้ช่วยผ่าตัดตกแต่งปากแหว่งให้อีกด้วย เพื่อให้เด็กน้อยคนนี้ได้มีคุณภาพชีวิตที่เป็นปกติมากยิ่งขึ้น จึงต้องอาศัยคณะแพทย์และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น ซึ่งทางโรงพยาบาลฯ เองมีความพร้อมในด้านนี้อยู่แล้ว จึงมีความยินดีช่วยเพื่อนบ้านอย่างประเทศเวียดนาม” นายแพทย์ปรีชา กล่าวทิ้งท้าย

 

อนึ่ง จากข้อมูลพบว่ามีเด็กชาวเวียดนามที่ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดเป็นจำนวนมากกว่า 15,000 รายในแต่ละปี จากจำนวนเด็กแรกเกิด 1.5 ล้านคน (ข้อมูลปี 2556 จาก US National Library of Medicine National Institute of Health) ซึ่งจำนวนหนึ่งจำเป็นจะต้องได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์ด้วยการผ่าตัด มิฉะนั้นจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรหรือมีร่างกายไม่สมบูรณ์   ขอขอบคุณสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ สมาคมช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ณ นครโฮจิมินห์ และสายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่ร่วมกันช่วยเหลือผู้ป่วยในโครงการฯ นี้

 
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • social-biz