thansettakij
thansettakij
SCBX-ไทยพาณิชย์ ดันกรุงเทพฯ สู่เวทีกรีนไฟแนนซ์ระดับเอเชีย

SCBX-ไทยพาณิชย์ ดันกรุงเทพฯ สู่เวทีกรีนไฟแนนซ์ระดับเอเชีย

15 ต.ค. 69 | 08:58 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ต.ค. 69 | 08:58 น.

SCBX- SCB ดันกรุงเทพฯ สู่เวทีการเงินสีเขียวระดับเอเชีย เผยวงเงินการเงินเพื่อความยั่งยืนเกือบ 3 แสนล้านบาท ตั้งเป้า 5 แสนล้านบาทปี 2573 ชู Taxonomy เทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs

KEY

POINTS

  • SCBX และธนาคารไทยพาณิชย์จัดงานเสวนาเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อผลักดันกรุงเทพฯ สู่การเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน (Green Finance) ของเอเชีย
  • ไทยพาณิชย์ได้สนับสนุนวงเงินเพื่อความยั่งยืนไปแล้วเกือบ 3 แสนล้านบาท และตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็นอย่างน้อย 5 แสนล้านบาทภายในปี 2573
  • ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีมาตรฐานที่ชัดเจน (Taxonomy) เพื่อป้องกัน Greenwashing และการขยายโอกาสให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว

SCBX และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) จัดเวทีเสวนา “Innovation and Trends in Sustainable Finance in Asia” คู่ขนานประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 พร้อมเผย SCB สนับสนุนวงเงินการเงินเพื่อความยั่งยืนเกือบ 3 แสนล้านบาทแล้ว ตั้งเป้าเพิ่มเป็นอย่างน้อย 5 แสนล้านบาทภายในปี 2573

กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนของภูมิภาค จัดงานเสวนาเชิงยุทธศาสตร์ “Innovation and Trends in Sustainable Finance in Asia” โดยมี ดร.หม่า จุน ผู้ก่อตั้งและประธาน Institute of Finance and Sustainability (IFS) ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และบทเรียนระดับโลก ณ อาคารธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย

เวทีเสวนา “Innovation and Trends in Sustainable Finance in Asia”

เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเป็นกิจกรรมคู่ขนานการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และภาคนโยบายร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทของกรีนไฟแนนซ์ในการรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

SCB หนุนการเงินยั่งยืนเกือบ 3 แสนล้านบาท ตั้งเป้า 5 แสนล้านบาท

ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการความยั่งยืน SCBX กล่าวเปิดงานโดยเน้นแนวคิดสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบ (Stewardship) ความสามารถในการรับมือและปรับตัว (Resilience) และความร่วมมือ (Partnership) พร้อมชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมในอนาคต แต่เป็นความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อความเสี่ยง การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบัน

ดร.หม่า จุน ผู้ก่อตั้งและประธาน Institute of Finance and Sustainability (IFS)  และ ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการความยั่งยืน SCBX

สำหรับ SCBX และ SCB ความยั่งยืนจึงเป็นยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่มุ่งสร้างประโยชน์ร่วมกันให้แก่ลูกค้า สภาพภูมิอากาศ และสังคม โดย SCB สนับสนุนวงเงินด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนแล้วเกือบ 300,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2566 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 และตั้งเป้าขยายวงเงินดังกล่าวเป็นอย่างน้อย 500,000 ล้านบาทภายในปี 2573

ดร.วิรไทระบุว่า เมื่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ สถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ลูกค้าปรับตัวและเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยกรีนไฟแนนซ์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการให้เงินทุนแก่โครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังครอบคลุมการสนับสนุนให้ธุรกิจ ชุมชน และเศรษฐกิจโดยรวมสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ในระยะยาว

ดร.หม่า จุน ชี้ 4 กลไกขยายกรีนไฟแนนซ์สู่ตลาดจริง

ดร.หม่า จุน อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Research Bureau ธนาคารกลางจีน และหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากรีนไฟแนนซ์ระดับโลก ถ่ายทอดบทเรียนจากประสบการณ์ระหว่างประเทศว่า การขยายการเงินเพื่อความยั่งยืนให้เกิดผลจริงต้องอาศัยมากกว่าความมุ่งมั่นเชิงนโยบาย แต่จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีนวัตกรรม และแรงจูงใจที่ทำให้การลงทุนสีเขียวมีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ 

ดร.หม่า จุน อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Research Bureau ธนาคารกลางจีน

หนึ่งในกลไกสำคัญคือการประสานนโยบายทั้งระบบ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ผู้กำหนดนโยบาย และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ทิศทางด้านการเงิน เทคโนโลยี การวัดผลสิ่งแวดล้อม และนโยบายอุตสาหกรรมสอดคล้องกัน 

ประสบการณ์ของจีนแสดงให้เห็นว่า การประสานงานในระดับสูงช่วยเปลี่ยนแนวคิดด้านกรีนไฟแนนซ์ให้เกิดผลในตลาดได้ ขณะเดียวกัน มาตรการสนับสนุนเฉพาะด้าน เช่น แรงจูงใจสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนในสถานีชาร์จ ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นความต้องการและลดอุปสรรคในช่วงเริ่มต้นของตลาด

Taxonomy ชัด ลดความเสี่ยง Greenwashing เชื่อมเงินทุนข้ามประเทศ

ดร.หม่าเน้นย้ำว่า Taxonomy หรือกรอบจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมเกินจริง หรือ Greenwashing รวมถึงสร้างมาตรฐานกลางให้ธนาคาร นักลงทุน และภาคธุรกิจใช้ประเมินกิจกรรมสีเขียวไปในทิศทางเดียวกัน

การมีเกณฑ์ที่ชัดเจนช่วยลดต้นทุนการตรวจสอบ เพิ่มความเชื่อมั่นของตลาด และสนับสนุนการขยายสินเชื่อสีเขียวและตราสารหนี้สีเขียว นอกจากนี้ หากแต่ละประเทศสามารถพัฒนามาตรฐานให้เชื่อมโยงกันได้ ยังจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการจัดประเภทกิจกรรม และอำนวยความสะดวกให้เงินทุนไหลเวียนข้ามพรมแดนได้มากขึ้น

ดร.หม่าได้ยกตัวอย่างความร่วมมือในการพัฒนา Common Taxonomy ระหว่างจีนและสหภาพยุโรป ซึ่งต่อยอดความร่วมมือกับสิงคโปร์ เป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มโอกาสดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและลดต้นทุนการระดมทุน โดยสำหรับอาเซียน การเชื่อมโยงมาตรฐาน Taxonomy ระหว่างประเทศถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาตลาดการเงินเพื่อความยั่งยืนให้มีความลึกและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

เร่งพัฒนาบุคลากร ปลดล็อกโครงการสีเขียวให้เข้าถึงเงินทุน

นอกจากมาตรฐานและนโยบายแล้ว การพัฒนาศักยภาพบุคลากรตลอดห่วงโซ่การเงินยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายกรีนไฟแนนซ์ โดยดร.หม่าเห็นว่า ความรู้ต้องครอบคลุมตั้งแต่ผู้บริหาร ผู้จัดการความสัมพันธ์ลูกค้า เจ้าหน้าที่สินเชื่อ ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ และทีมบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงลูกค้า เพื่อให้เข้าใจวิธีดำเนินโครงการและคุณค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างจาก China Industrial Bank แสดงให้เห็นถึงการขยายการฝึกอบรมด้านกรีนไฟแนนซ์จากทีมผู้เชี่ยวชาญไปยังพนักงานประมาณ 10,000 คน ขณะที่ Capacity-building Alliance of Sustainable Investment (CASI) มีหลักสูตรอบรมมากกว่า 100 โมดูล และฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกแล้วกว่า 10,000 คน ซึ่งสามารถเป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรในประเทศไทยและภูมิภาคได้

อีกประเด็นคือการนำเทคโนโลยีมาช่วยลดช่องว่างระหว่างนวัตกรรมสีเขียวกับการระดมทุน ดร.หม่าได้ริเริ่ม Green Accelerator แพลตฟอร์มไม่แสวงหากำไรที่ผสานเงินทุนเพื่อการกุศล เทคโนโลยีสีเขียวที่เข้าถึงได้ และเครือข่ายพันธมิตรด้านการเงิน เพื่อผลักดันโครงการระยะเริ่มต้นให้มีความพร้อมเชิงพาณิชย์

ดร.หม่า จุน ชี้ 4 กลไกขยายกรีนไฟแนนซ์สู่ตลาดจริง

แนวทางดังกล่าวมีความสำคัญต่อประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังเผชิญข้อจำกัดด้านจำนวนโครงการสีเขียวที่มีความพร้อมต่อการระดมทุน โดยเฉพาะโครงการที่ต้องใช้เทคโนโลยีและเงินลงทุนสูง การเชื่อมโยงเงินทุนกับเทคโนโลยีและการจัดโครงสร้างโครงการอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสให้โครงการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง

ดึง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่การเงินสีเขียว

ดร.หม่าเน้นด้วยว่า การขยายกรีนไฟแนนซ์ต้องครอบคลุมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจจริง แม้บริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากจะเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวได้แล้ว แต่ SMEs ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและองค์ความรู้เพื่อปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม

เครื่องมือที่สามารถช่วยเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจกลุ่มนี้ ได้แก่ การจัดหาเงินทุนหมุนเวียนสีเขียวในห่วงโซ่อุปทาน (Green Supply Chain Finance) การถ่ายทอดองค์ความรู้ การค้ำประกันสินเชื่อ และเงินทุนต้นทุนต่ำจากแหล่งสนับสนุนเฉพาะด้าน เพื่อให้ SMEs สามารถลงทุนในโซลาร์รูฟท็อป การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเทคโนโลยีเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy)

สำหรับประเทศไทย การเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงกรีนไฟแนนซ์จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ แต่ขยายไปสู่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานได้กว้างขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวที่ทั่วถึง มีความสามารถในการแข่งขัน และรับมือกับความเสี่ยงในอนาคตได้ดีขึ้น

SCBX เดินหน้าสร้างความร่วมมือ เปลี่ยนแนวคิดสู่การปฏิบัติ

นายประสัณห์ เชื้อพานิช รองประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร SCBX กล่าวปิดงานโดยเชื่อมโยงสาระสำคัญกลับไปยังแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบ ความยืดหยุ่น และความร่วมมือ โดยระบุว่า มาตรฐานที่น่าเชื่อถือช่วยสร้างความชัดเจนให้ตลาด ขณะที่ความสามารถในการเปลี่ยนความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนให้เป็นโครงการที่มีความพร้อมทางการเงิน และการผสานเทคโนโลยี เงินทุน กับความเชี่ยวชาญ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการขับเคลื่อนกรีนไฟแนนซ์

นายประสัณห์ เชื้อพานิช รองประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร SCBX

นายประสัณห์ยืนยันความพร้อมของ SCBX ในการร่วมมือกับดร.หม่า จุน สถาบัน IFS เครือข่ายลูกค้า หน่วยงานกำกับดูแล นักลงทุน และสถาบันต่าง ๆ ของไทย เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้จากเวทีเสวนาให้เป็นการดำเนินงานที่เกิดผลจริง

การจัดงาน ณ อาคารธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ต่อระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ยังสะท้อนการเชื่อมโยงบทบาทของภาคการเงินในอดีตกับการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยความร่วมมือระหว่างภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างระบบการเงินที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

SCBX มองว่า การผสานมาตรฐานที่ชัดเจน การพัฒนาศักยภาพ นวัตกรรม และความร่วมมือ จะช่วยให้ประเทศไทยขยับจากการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง และทำให้กรีนไฟแนนซ์เป็นกลไกสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจ สังคม และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว