
25 ปี SIAMJNK เปลี่ยนธุรกิจครอบครัว Warehouse สร้างพื้นที่เติบโต ดันธุรกิจไทยสู่ Global Brand
ธิติ คัณธามานนท์ ถอดวิธีคิดบริหารธุรกิจครอบครัว เปลี่ยน Warehouse จากพื้นที่จัดเก็บ สู่พื้นที่เติบโตของธุรกิจ พร้อมส่งต่อ Core Value หนุนแบรนด์ไทยก้าวสู่ระดับโลก
ตลอด 25 ปีที่ผ่านมาที่ SIAMJNK ได้เดินหน้าธุรกิจ Warehouse ให้เช่าในทำเลยุทธศาสตร์ของกรุงเทพฯ ฐานเศรษฐกิจพาถอดแนวคิดสำคัญของ SIAMJNK เมื่อ “พื้นที่” ไม่ควรทำหน้าที่เพียงเป็นที่จัดเก็บสินค้า แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจเมือง และเติบโตไปยังระดับสากล
ธิติ คัณธามานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และประธานบริหาร กลุ่มบริษัท สยาม เจ เอ็น เค จำกัด หรือ SIAMJNK Group ได้เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจไม่ได้มาจากคำถามว่าจะสร้าง Warehouse อย่างไร แต่เป็นการตั้งโจทย์ว่า ที่ดินซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของครอบครัว จะสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดคุณค่าในระยะยาวได้อย่างไร
แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของทำเลเมือง โดย SIAMJNK มีพื้นที่สำคัญ เช่น โครงการถนนจันทน์ บนพื้นที่ประมาณ 19 ไร่ในย่านสาทร และโครงการราษฎร์บูรณะ บนพื้นที่ประมาณ 40 ไร่ ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสามารถมองเห็นสะพานพระราม 9 สะพานทศมราชัน และสะพานภูมิพล
ธิติระบุว่า ที่ดินเหล่านี้มีข้อเสนอให้นำไปพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบอื่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งคอนโดมิเนียม โรงแรม หรือโครงการพัฒนาเชิงพาณิชย์ แต่ครอบครัวเลือกที่จะไม่เร่งเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินก้อน เพราะมองว่าทำเลและตำแหน่งทางยุทธศาสตร์เป็นทรัพยากรที่สร้างขึ้นใหม่ได้ยาก
จาก Warehouse สู่โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจเมือง
เมื่อโจทย์ไม่ใช่การขายที่ดิน คำถามต่อมาคือจะทำอย่างไรให้ทรัพยากรเหล่านี้สามารถสร้างคุณค่าได้ต่อเนื่อง แนวคิดของธิติจึงเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของครอบครัวที่มีพื้นฐานทั้งภาคอุตสาหกรรม การเงิน การบริหารพื้นที่ ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก และสินค้าเกษตร
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นภาพของโลจิสติกส์และซัพพลายเชนมาตั้งแต่เด็ก ประกอบกับการศึกษาระดับปริญญาโท ทำให้มองว่าโลจิสติกส์ไม่ได้หมายถึงเพียงการขนส่ง แต่เป็นระบบที่ทำให้สินค้า เงิน เวลา และโอกาสทางธุรกิจเคลื่อนต่อไปได้
SIAMJNK จึงเริ่มตีความพื้นที่เดิมใหม่ จาก Warehouse แบบดั้งเดิมสู่ City Warehouse ที่ไม่ได้แข่งขันด้วยพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับทำเล มาตรฐานอาคาร ความปลอดภัย บริการ และความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ
ธิติมองว่า การเติบโตของ E-commerce และความคาดหวังของผู้บริโภคต่อการจัดส่งสินค้าที่รวดเร็วขึ้น ทำให้บทบาทของ Warehouse ในเมืองเปลี่ยนไป เพราะทำเลไม่ได้ถูกวัดจากราคาที่ดินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงระยะทาง เวลา ต้นทุนแฝง และความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภค
“หลายคนอาจมองว่า Warehouse เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทหนึ่ง แต่สำหรับผม Warehouse กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจเมือง เพราะวันนี้ E-commerce ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รอสินค้าเป็นวันเหมือนเดิม แต่คาดหวังการส่งมอบในระดับชั่วโมง”
แม้ Warehouse ในเมืองจะมีต้นทุนที่ดินสูงกว่าพื้นที่รอบนอก แต่ในมุมของ SIAMJNK ทำเลดังกล่าวสามารถลดข้อจำกัดด้านระยะทาง เวลาในการขนส่ง และต้นทุนจากความล่าช้า ทำให้พื้นที่มีมูลค่าจากประสิทธิภาพที่ช่วยสร้างให้กับธุรกิจมากกว่าราคาต่อตารางเมตร
Customized Warehouse เจาะความต้องการแต่ละธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ทำเลที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะ SIAMJNK มองว่าพื้นที่ Warehouse จะสร้างคุณค่าได้จริงเมื่อออกแบบจากความเข้าใจธุรกิจของผู้ใช้งาน ตั้งแต่ขนาดกิจการ รูปแบบสินค้า ความถี่ในการขนส่ง ไปจนถึงมาตรฐานเฉพาะของแต่ละองค์กร
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา Customized Boutique Warehouse ซึ่งไม่ได้ใช้รูปแบบเดียวกับลูกค้าทุกกลุ่ม แต่ปรับพื้นที่และฟังก์ชันให้สอดคล้องกับช่วงการเติบโตของธุรกิจ ตั้งแต่ SME ที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น ธุรกิจไทยที่กำลังขยายตัว ไปจนถึง Enterprise และบริษัทต่างชาติ
สำหรับ SME ที่เริ่มต้น Warehouse จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เช่า แต่เป็นจุดเริ่มต้นในการจัดระบบหลังบ้าน SIAMJNK จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบและการใช้พื้นที่ให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจ เมื่อธุรกิจเติบโต ความต้องการก็เปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่ยืดหยุ่น ปรับฟังก์ชันและขยายการใช้งานได้ ขณะที่ลูกค้าและบริษัทต่างชาติจะให้ความสำคัญกับมาตรฐานอาคาร ระบบความปลอดภัย การเข้าถึงพื้นที่ ภาพลักษณ์องค์กร และข้อกำหนดด้านกฎหมายมากขึ้น
“เทรนด์ของลูกค้าในอนาคตคือการมองหาพาร์ตเนอร์ที่ไม่ได้ให้แค่พื้นที่ แต่ต้องช่วยให้ธุรกิจทำงานได้ดีขึ้น เติบโตเป็นระบบมากขึ้น และลดความผิดพลาดจากการจัดการพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับการใช้งานจริง”
SIAMJNK ก้าวข้ามคำว่าคลังสินค้า สู่พื้นที่ต่อยอดธุรกิจ
แนวคิดเรื่องพื้นที่ที่ต้องช่วยให้ธุรกิจเติบโตยังสะท้อนผ่าน Wonder Warehouse พื้นที่คลับเฮาส์ริมน้ำในโครงการราษฎร์บูรณะ ซึ่ง SIAMJNK พัฒนาพื้นที่ส่วนกลางสำหรับลูกค้า ทั้ง Co-working Space ห้องประชุม พื้นที่จัดสัมมนา พื้นที่รับรองคู่ค้า และพื้นที่จัดแสดงสินค้า เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดธุรกิจภายในโครงการ
นอกจากพื้นที่ทางกายภาพ SIAMJNK ยังพยายามสร้างองค์ความรู้และเครือข่ายให้ผู้ประกอบการผ่านโครงการ KFCnext: Knowledge for the Future of Communities โดยร่วมกับหลายภาคส่วนจัดอบรมด้าน Carbon Credit และ Carbon Footprint ให้กับ SME รวมถึงกิจกรรมด้าน Anti-Corruption ความรู้ด้านประกันสังคม และการซ้อมดับเพลิงให้ลูกค้าและชุมชน
ขณะเดียวกัน บริษัทระบุว่าอยู่ระหว่างเตรียมแผนพัฒนามาตรฐาน ISO 45001 ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย รวมถึงการเตรียมสถานีชาร์จ EV เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบขนส่ง
ธิติมองว่า การแข่งขันของธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้วัดจาก Feasibility หรือผลตอบแทนทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย มาตรฐาน และแนวโน้มธุรกิจโลก หรือผลตอบแทนทางการเงินอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่าธุรกิจนั้นรองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย มาตรฐาน และกระแสโลกได้มากแค่ไหน”
จากประสบการณ์ธุรกิจครอบครัว สู่การเป็น พันธมิตร ของแบรนด์ไทย
วิธีคิดดังกล่าวมีรากที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ของธิติที่เติบโตมากับธุรกิจครอบครัวหลายประเภท ทั้งภาคอุตสาหกรรม การเงิน การบริหารพื้นที่ ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก และสินค้าเกษตร ทำให้เห็นความเชื่อมโยงของธุรกิจและ Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
เมื่อเข้ามาบริหาร SIAMJNK ประสบการณ์เหล่านี้จึงถูกนำมาตีความใหม่ว่า บริษัทไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงเจ้าของพื้นที่ แต่สามารถเข้าไปมีส่วนช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าเดินหน้าได้ดีขึ้น
โดยเฉพาะ SME และแบรนด์ไทยที่กำลังขยับจากธุรกิจขนาดเล็กไปสู่การขยายตลาด ความต้องการของลูกค้าจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่พื้นที่จัดเก็บ แต่รวมถึงระบบหลังบ้าน มาตรฐานการดำเนินงาน และองค์ความรู้ที่ช่วยให้พร้อมรับกติกาทางธุรกิจที่ซับซ้อนขึ้น
แนวคิดนี้สะท้อนผ่านโครงการ KFCnext: Knowledge for the Future of Communities ซึ่ง SIAMJNK ร่วมกับหน่วยงานและสถาบันต่าง ๆ จัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ SME ทั้งเรื่อง Carbon Footprint, Carbon Credit, Anti-Corruption, ประกันสังคม รวมถึงการซ้อมดับเพลิงให้ลูกค้าและชุมชน
เพราะในมุมของธิติ การเติบโตของธุรกิจไม่ได้วัดเพียงรายได้หรือขนาดพื้นที่ แต่รวมถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการปรับตัว และเมื่อธุรกิจมีความพร้อมมากขึ้น ก็มีโอกาสขยับจากตลาดท้องถิ่นสู่ตลาดระดับประเทศและต่างประเทศ
และเมื่อเมื่อเดินทางมาถึงปีที่ 25 ของ SIAMJNK บทบาทของธิติที่ต้องเตรียมองค์กรสำหรับการเดินทางในระยะถัดไป ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของธุรกิจครอบครัว นั่นคือการทำอย่างไรให้สิ่งที่สร้างมาตลอดหลายทศวรรษสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้เมื่อคนบริหารเปลี่ยนรุ่น
สำหรับธิติ สิ่งที่มีค่าที่สุดจึงไม่ใช่เพียงทรัพย์สินที่ส่งต่อกันได้ แต่เป็นหลักคิดที่ใช้ตัดสินใจว่า “อะไรควรรักษา และอะไรควรเปลี่ยนแปลง”
ตลอดการทำธุรกิจที่ผ่านมา SIAMJNK จึงไม่ได้เลือกเดินตามทุกกระแสของตลาด แต่พยายามกลับมาดูว่าทรัพยากรที่ตัวเองมีคืออะไร และจะพัฒนาให้เกิดคุณค่าใหม่ได้อย่างไร โจทย์ต่อไปในอนาคตจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างคนและวัฒนธรรมองค์กรให้สามารถนำหลักคิดดังกล่าวไปใช้กับบริบทใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเหมือนเดิม สำหรับธุรกิจครอบครัวแล้ว การส่งต่อจึงไม่ใช่การส่งมอบของเดิม ให้คนรุ่นใหม่รักษาไว้ทั้งหมด แต่คือการส่งต่อกรอบคิดที่ทำให้คนรุ่นต่อไป
จากพื้นที่ Warehouse ที่เคยถูกมองเป็นเพียงพื้นที่หลังบ้านของธุรกิจ ตลอด 25 ปี SIAMJNK จึงพยายามขยับบทบาทของตัวเองให้เข้าไปอยู่ในอีกจุดหนึ่งของ Value Chain นั่นคือการเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ธุรกิจตั้งหลัก ขยายตัว และพร้อมก้าวไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น
และในภาพของธิติ ความสำเร็จของ SIAMJNK ในระยะยาวจึงไม่ได้วัดจากจำนวนพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่รวมถึงวันที่ธุรกิจที่เคยเริ่มต้นจากพื้นที่ของบริษัท สามารถเติบโตเป็นแบรนด์ไทยที่แข่งขันได้ในระดับโลก ขณะที่แนวคิดซึ่งเป็นรากฐานของธุรกิจครอบครัวยังคงถูกส่งต่อและพัฒนาไปพร้อมกับองค์กรที่เติบตขึ้นในทุกวัน







