
กรมชลฯ เดินหน้าติดตั้ง Flood Mark ‘เสายามน้ำ’ รู้ทันน้ำท่วมล่วงหน้า 3 วัน
กรมชลประทานเดินหน้า “Flood Mark” ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน เปลี่ยนข้อมูลระดับน้ำที่ซับซ้อนเป็นแถบสี เขียว-เหลือง-แดง ให้ชาวบ้านเข้าใจง่ายเชื่อมข้อมูลสถานีวัดน้ำ-กล้อง CCTV ช่วยประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า 2–3 วัน เพิ่มเวลาเตรียมตัว ย้ายของ และรับมือน้ำหลาก ลดความสูญเสีย
KEY
POINTS
- กรมชลประทานติดตั้ง "เสายามน้ำ" หรือ Flood Mark เพื่อเปลี่ยนข้อมูลอุทกวิทยาที่ซับซ้อนให้เป็นสัญลักษณ์เตือนภัยที่ประชาชนเข้าใจง่าย
- สามารถคาดการณ์ระดับน้ำในพื้นที่ชุมชนได้ล่วงหน้า 2-3 วัน ทำให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวยกของขึ้นที่สูงและรับมือน้ำท่วมได้ทัน
- ใช้ระบบแถบสี เขียว (ปกติ) เหลือง (เฝ้าระวัง) และแดง (อันตราย) เป็นเกณฑ์ในการสื่อสารระดับความเสี่ยง ทำให้การเตือนภัยเป็นมาตรฐานเดียวกัน
- เริ่มติดตั้งแล้วในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและท่าจีน โดยมีแผนขยายผลไปยังลุ่มน้ำสำคัญอื่น ๆ เช่น ลุ่มน้ำมูลในอนาคต
เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน และมีน้ำหลาก ความกังวลของชาวริมน้ำคือน้ำจะท่วม หรือไม่ และเมื่อใด ข้อมูลที่ได้รับจากทางการเป็นเพียงตัวเลขอุทกวิทยา เช่น ปริมาณการระบายน้ำหลายร้อยหรือหลายพันลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นข้อมูลที่เข้าใจยากและไม่ได้ตอบโจทย์โดยตรง
สิ่งที่ชาวบ้านริมน้ำต้องการทราบจริง ๆ คือ “น้ำจะท่วมถึงบ้านหรือไม่” “ต้องยกของเมื่อใด” และ “ยังเหลือเวลาเตรียมตัวอีกนานแค่ไหน” ในอดีตชาวบ้านมักใช้ “ความจำ” ในการคาดเดาและรับมือสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็มักจะหลงลืม ทำให้ไม่มีเกณฑ์ระดับน้ำที่แน่นอนในการตั้งรับภัยพิบัติ ทั้งหมดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการติดตั้ง “เสายามน้ำ” หรือ “Flood Mark”
เปลี่ยนตัวเลขน้ำ เป็นภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจ
นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า “เสายามน้ำ” หรือ “Flood Mark” จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเปลี่ยนข้อมูลทางอุทกวิทยาที่ซับซ้อน ให้กลายเป็นสัญลักษณ์เตือนภัยที่มองเห็นได้ชัดเจนและเข้าใจได้ง่ายในทันที Flood Mark คือการติดตั้งแผ่นวัดระดับน้ำ (Staff Gauge) หรือเสาติดตามสถานการณ์น้ำไว้ในลำน้ำหรือพื้นที่ชุมชนจุดเสี่ยง เพื่อให้ทั้งเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่สามารถติดตามระดับน้ำในแม่น้ำได้ตลอดเวลา ถือเป็นปลายทางของการสื่อสารข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการและสถานีวัดน้ำต่างๆ ลงสู่พื้นที่จริงอย่างตรงเป้าหมาย
รู้ระดับน้ำล่วงหน้า 2–3 วัน เตรียมรับมือทัน
หลักการทำงานของ Flood Mark คือการนำข้อมูลสถิติต้นน้ำมาประมวลผลเพื่อคาดการณ์ระดับน้ำปลายน้ำ เมื่อมีการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในปริมาณต่างๆ ระบบจะสามารถระบุได้ว่าระดับน้ำในชุมชนริมน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นเท่าใด เช่น สูงขึ้น 20 เซนติเมตร, 50 เซนติเมตร หรือ 1 เมตร การติดตั้งเสายามน้ำในจุดแลนด์มาร์กของชุมชน ทำให้ประชาชนสามารถมองเห็นและคาดการณ์สถานการณ์ได้ล่วงหน้า 2–3 วัน ช่วยให้มีเวลาเตรียมตัว ย้ายสิ่งของ และรับมือกับปริมาณน้ำที่กำลังไหลมาจากทางตอนบนได้อย่างทันท่วงที
“ วิธีการนี้ จะง่ายต่อการจดจำและบันทึก แทนในอดีตที่ชาวริมน้ำมักใช้การจดจำระดับน้ำท่วมจากความทรงจำ ซึ่งมีโอกาสลืมหรือคลาดเคลื่อนสูง ทำให้ไม่มีเกณฑ์ระดับน้ำที่แน่นอนในการตั้งรับ”
การติดตั้งFlood Markของกรมชลประทานได้เริ่มติดตั้ง ตั้งแต่ ปี 2566 ในพื้นที่ลุ่มต่ำที่ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ได้แก่ อำเภอบางบาล และ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยจุดนี้ช่วยแจ้งเตือนชาวบ้านให้ทราบล่วงหน้าว่าการปรับเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา จากชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง จะส่งผลต่อระดับน้ำในพื้นที่ของตนอย่างไร นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลส่งคำขอไปยังพื้นที่สำคัญเพิ่มเติม เช่น บริเวณวัดกษัตราธิราชวรวิหาร เพื่อติดตามระดับน้ำในเขตชุมชนประวัติศาสตร์และเมืองอยุธยา เบื้องต้นพบว่าชาวบ้านให้ความสนใจและใช้ประโยชน์สามารถเตรียมการรับมือน้ำท่วมล่วงหน้าได้อย่างทันท่วงที
ซึ่งข้อมูลจาก Flood Mark จะเชื่อมโยงกับข้อมูลระดับน้ำจากสถานีวัดน้ำ (เช่น C.2, C.29B) และระบบเว็บไซต์ของศูนย์อุทกวิทยาชลประทานภาคกลาง ช่วยยืนยันข้อมูลอัตราการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
นอกจากนี้ การติดตั้ง CCTV เพื่อถ่ายทอดภาพระดับน้ำแบบ Real time ยังช่วยให้ประชาชนเห็นสถานการณ์จริง เข้าใจง่าย ไม่ต้องตีความจากตัวเลขทางวิชาการ ช่วยย่นระยะเวลาในการตัดสินใจอพยพและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในระบบเตือนภัยมากขึ้น
จากความสำเร็จในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้มีการขยายการติดตั้ง Flood Mark นี้ไปยังพื้นที่ริมแม่น้ำท่าจีน ตั้งแต่ท้ายประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา จังหวัดสุพรรณบุรี ลงมายังจังหวัดนครปฐม ครอบคลุมพื้นที่เทศบาลตำบลลำพญา, เทศบาลเมืองบางเลน, เทศบาลตำบลนครชัยศรี, เทศบาลตำบลขุนแก้ว, เทศบาลตำบลบางกระดี่ และเทศบาลเมืองสามพราน ซึ่งข้อมูล Flood Mark ในลุ่มน้ำท่าจีนยังถูกนำไปใช้ร่วมกับการวางแผนภาคการเกษตรและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชนอีกด้วย
จากเจ้าพระยา-ท่าจีน จ่อขยายสู่ลุ่มน้ำมูล
นอกจากพื้นที่ภาคกลางแล้ว ในอนาคตมีแผนจะขยายการติดตั้งเสายามน้ำไปยังพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญอื่นๆ ของประเทศ เช่น ลุ่มน้ำมูล ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานมีความเข้าใจและสามารถติดตามระดับน้ำเตือนภัยในชุมชนตนเองได้เช่นเดียวกัน
“เขียว-เหลือง-แดง" สื่อสารภัยในภาษาเดียวกัน
นายธเนศร์ ยังกล่าวว่า เพื่อแก้ปัญหาความยุ่งยากในการตีความตัวเลขทางอุทกวิทยา Flood Mark ได้ออกแบบระบบแจ้งเตือนภัยโดยใช้ สัญลักษณ์แถบสีที่เข้าใจง่ายและเป็นสากล ได้แก่ สีเขียว คือ ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ ลำน้ำสามารถรองรับได้ ประชาชนดำเนินชีวิตได้ตามปกติ สีเหลือง ระดับน้ำเริ่มสูงขึ้นเข้าสู่เกณฑ์ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ชุมชนต้องเตรียมความพร้อมและเฝ้าระวัง และสีแดง คือระดับน้ำสูงถึงจุดเสี่ยงภัยหรือจุดน้ำล้นตลิ่ง ประชาชนต้องยกของขึ้นที่สูงและปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุทันที
“การใช้แถบสี เขียว-เหลือง-แดง ทำให้คนในชุมชนทุกกลุ่มใช้ “ภาษาเดียวกัน” ในการสื่อสารภัยพิบัติ ลดความสับสน และทำให้การตัดสินใจอพยพหรือป้องกันทรัพย์สินทำได้อย่างรวดเร็ว”
ความสำเร็จของโครงการ Flood Mark เกิดจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ที่สนับสนุน อุทิศพื้นที่บริเวณตลิ่งหรือหน้าบ้านในการติดตั้ง Flood Mark ในขณะที่เทศบาลในแต่ละตำบล อำเภอ เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณในการจัดสร้างและติดตั้งเสา
ด้านกรมชลประทาน โดยสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และโครงการชลประทานจังหวัด จะทำหน้าที่สนับสนุนทางด้านเทคนิค นำแผ่นวัดระดับน้ำไปติดตั้ง กำหนดเกณฑ์คำนวณระดับน้ำ และวางเกณฑ์แถบสีเตือนภัย ขั้นตอนการดำเนินงานจะเริ่มจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือจังหวัด ทำเรื่องร้องขอมายังโครงการชลประทานจังหวัด และส่งต่อมายังกรมชลประทาน เพื่อส่งทีมช่างและนักอุทกวิทยาลงพื้นที่สำรวจ คุยกับชาวบ้าน นำสถิติน้ำท่วมจริงมาวิเคราะห์ แล้วจึงติดตั้งเสายามน้ำในจุดที่เป็นแลนด์มาร์กของชุมชนอย่างเป็นระบบ
"แม้ Flood Mark จะไม่สามารถหยุดยั้งไม่ให้น้ำท่วมได้ แต่เสายามน้ำคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ทุกชุมชน ไม่ต้องรับมือน้ำท่วมอย่างไร้ข้อมูล การเปลี่ยนข้อมูลตัวเลขทางเทคนิคให้เป็นสัญลักษณ์สีที่มองเห็นได้ง่าย สร้างการรับรู้ร่วมกันระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และชาวบ้าน ช่วยยกระดับความมั่นใจ ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน และสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนริมน้ำสามารถรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน"
สำหรับชุมชนที่มีความประสงค์สามารถยื่นคำขอผ่านองค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อเสนอขอรับการติดตั้งไปยังโครงการชลประทานจังหวัด เพื่อส่งต่อให้ศูนย์อุทกวิทยาภาคทำการติดตั้งต่อไป







