
ชลประทานปั้นนวัตกรรมสีเขียว พลิกเกมกำจัดผักตบชวา สู่ Smart Irrigation
จากปัญหาผักตบชวาที่เป็นภาระระบบชลประทานไทย สู่การพัฒนานวัตกรรมสีเขียวลดการใช้สารเคมีกว่า 80% ประหยัดงบกว่า 60% พร้อมผสาน AI และโดรน ปักหมุด Smart Irrigation ยกระดับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
KEY
POINTS
- กรมชลประทานพัฒนานวัตกรรมสารกำจัดผักตบชวา “สวพ.62-ชป.1” ที่ใช้หลักการเสริมฤทธิ์ (Synergism) ระหว่างสารเคมีกับน้ำมันยูคาลิปตัส ทำให้กำจัดได้ถึงหน่อและไหล
- นวัตกรรมนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Innovation) โดยลดการใช้สารเคมี 2,4-D ลงกว่า 8 เท่า แต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และปลอดภัยต่อระบบนิเวศทางน้ำ
- ช่วยประหยัดงบประมาณในการกำจัดผักตบชวาได้มากกว่า 60% และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในพื้นที่เข้าถึงยากเมื่อใช้ร่วมกับเทคโนโลยีโดรน
- มีเป้าหมายต่อยอดสู่การบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ (Smart Irrigation) โดยบูรณาการเทคโนโลยี AI และโดรน เพื่อวางแผนและติดตามผลการจัดการวัชพืชอย่างยั่งยืน
ผักตบชวา เป็นปัญหาเรื้อรังที่สร้างภาระต่อการบริหารจัดการน้ำของไทยมายาวนาน ทั้งกีดขวางทางน้ำ ลดประสิทธิภาพการระบายน้ำ และเพิ่มต้นทุนการดูแลรักษาโครงข่ายชลประทาน แม้กรมชลประทานจะใช้แรงงานคน เครื่องจักร และเรือกำจัดวัชพืชเป็นเครื่องมือหลัก แต่ยังไม่สามารถรับมือกับการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของผักตบชวา โดยเฉพาะในคลองสายย่อย พื้นที่ใต้สะพาน และจุดอับที่เครื่องจักรเข้าไม่ถึง
โจทย์ดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา “สารกำจัดวัชพืช สวพ.62-ชป.1” นวัตกรรมที่ไม่ได้มุ่งเพียงกำจัดผักตบชวา หากแต่ต้องการลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุน และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ควบคู่กับการยกระดับการบริหารจัดการน้ำของประเทศด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
ปลดล็อกข้อจำกัดเดิม ด้วยหลัก “ใช้สารน้อย แต่ได้ผลมาก”
นางธัญลักษณ์ แต่บรรพกุล นักวิจัย และผู้อำนวยการส่วนวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนานวัตกรรมนี้เกิดจากข้อจำกัดของการกำจัดผักตบชวาในพื้นที่จริง ซึ่งวิธีเดิมทั้งการใช้แรงงานคน เครื่องจักร และสารกำจัดวัชพืชเชิงเดี่ยวไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด
ที่ผ่านมา การใช้สาร 2,4-D เพียงชนิดเดียวจำเป็นต้องใช้ในปริมาณสูงจึงจะกำจัดผักตบชวาได้ ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการตกค้างในสิ่งแวดล้อม ทีมวิจัยจึงเปลี่ยนแนวคิดจาก “การใช้สารมาก” มาเป็น “การใช้สารอย่างแม่นยำ” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ พร้อมลดปริมาณสารเคมีลงอย่างมาก
Synergism นวัตกรรมที่กำจัดถึงราก
หัวใจของ “สวพ.62-ชป.1” คือการใช้หลักการ Synergism หรือการเสริมฤทธิ์ ระหว่างสารกำจัดวัชพืช 2,4-D กับ 1,8-cineole (หรือที่ในท้องตลาดขายในชื่อว่า “น้ำมันยูคาลิปตัส”) โดยมีกลีเซอรีนช่วยเพิ่มการยึดเกาะบนใบ ทำให้ระยะเวลาปลอดฝนลดจากประมาณ 5 ชั่วโมง เหลือน้อยกว่า 1 ชั่วโมง
สาร 1,8-cineole ทำหน้าที่ช่วยเปิดทางให้สาร 2,4-D ซึมผ่านผิวใบเข้าสู่ระบบลำเลียงของพืช ก่อนเคลื่อนที่ลงสู่หน่อและไหล ซึ่งเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของผักตบชวา แตกต่างจากสารกำจัดวัชพืชทั่วไปที่มักทำลายเฉพาะส่วนเหนือผิวน้ำ ทำให้วัชพืชกลับมาแตกกอใหม่ได้
ผลลัพธ์คือสามารถลดการใช้สาร 2,4-D จากประมาณ 1,000 กรัมต่อไร่ เหลือเพียง 125 กรัมต่อไร่ แต่ยังคงประสิทธิภาพการกำจัดวัชพืชได้สูงกว่าเดิม สะท้อนแนวคิด Green Chemistry ที่ลดการใช้สารเคมีตั้งแต่ต้นทาง “เราไม่ได้พัฒนาสารกำจัดวัชพืช แต่กำลังพัฒนาเครื่องมือบริหารจัดการน้ำที่ลดการใช้สารเคมีและรักษาสมดุลของระบบนิเวศ”
พิสูจน์ผลในพื้นที่จริง เน้นวัชพืชตายอย่างปลอดภัยต่อระบบนิเวศหลังผ่านการวิจัยในห้องปฏิบัติการ กรมชลประทานนำ “สวพ.62-ชป.1” ไปทดลองใช้ในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 1-17 เช่น ที่บางเหล็งและบางส้ม จังหวัดนครศรีธรรมราช สชป.15 ซึ่งมีการแพร่ระบาดของผักตบชวาหนาแน่น
แม้ผลในห้องปฏิบัติการจะเห็นอาการแห้งตายภายใน 7-14 วัน แต่เมื่อนำมาใช้ในพื้นที่จริง ผักตบชวาจะค่อยๆ ยุบตัวแห้งตายจนเห็นผิวน้ำเปิดภายใน 45-60 วัน ซึ่งกรมชลประทานมองว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะช่วยให้ชีวมวลทยอยย่อยสลาย ไม่เน่าเสียพร้อมกันจนกระทบปริมาณออกซิเจนในน้ำและระบบนิเวศ
ความสำเร็จของแปลงสาธิตเกิดจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ กลไกการออกฤทธิ์ที่ทำลายถึงราก และไหล การใช้โดรนฉีดพ่นอย่างแม่นยำในพื้นที่เข้าถึงยาก และการสร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชนผ่านการพิสูจน์ด้านความปลอดภัย จนได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่
ตรวจสอบเข้ม สร้างความมั่นใจด้านสิ่งแวดล้อม
ความปลอดภัยถือเป็นหัวใจ ของการพัฒนานวัตกรรมนี้กรมชลประทานจึงติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจคุณภาพน้ำ การวิเคราะห์สารตกค้างในดินและแหล่งน้ำ รวมถึงการประเมินผลกระทบต่อระบบนิเวศ ผลการตรวจสอบพบว่า การใช้หลักการเสริมฤทธิ์ช่วยลดปริมาณสารสำคัญลงอย่างมาก สารสามารถสลายตัวตามธรรมชาติ ไม่สะสมในดินและแหล่งน้ำ ขณะที่ค่าคุณภาพน้ำ เช่น pH และ EC ยังอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม (เกณฑ์คุณภาพน้ำมาตรา 8) และไม่พบผลกระทบต่อสัตว์น้ำหรือสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ
นอกจากนี้ กรมชลประทานยังทยอยฉีดพ่นเป็นพื้นที่ ไม่ดำเนินการพร้อมกันทั้งหมด เพื่อให้ผักตบชวาค่อย ๆ ย่อยสลายตามธรรมชาติ ลดความเสี่ยงการเกิดภาวะน้ำเน่าเสีย และรักษาสมดุลของแหล่งน้ำควบคู่กับการกำจัดวัชพืช
ประหยัดงบกว่า 60% พร้อมขยายผลทั่วประเทศ
นอกจากประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว “สวพ.62-ชป.1” ยังสร้างความคุ้มค่าด้านงบประมาณอย่างชัดเจน โดยข้อมูลของกรมชลประทานระบุว่า การฉีดพ่นด้วยแรงงานคนมีต้นทุนเฉลี่ย 840 บาทต่อไร่ ประหยัดกว่าวิธีเดิมราว 74% ขณะที่การใช้คนพ่นบนเรือมีต้นทุน 1,050 บาทต่อไร่ ประหยัด 68%แต่ใช้เวลามาก ส่วนการใช้โดรนพ่นอยู่ที่ 1,160 บาทต่อไร่ ลดต้นทุนมากกว่าวิธีการเดิมได้ประมาณ 64%
แม้การใช้โดรนจะมีต้นทุนสูงกว่าการใช้แรงงานคนเล็กน้อย แต่สามารถเข้าถึงคลองสายย่อย และจุดอับที่เครื่องจักรเข้าไม่ถึง พร้อมควบคุมการกระจายละอองได้อย่างแม่นยำ ลดการใช้สารลดความจำเป็นในการกำจัดซ้ำ ใช้เวลาน้อยกว่าและลดการสัมผัสสารของผู้ปฏิบัติงาน ส่งผลให้ภาพรวมการบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น
จากผลสำเร็จดังกล่าว กรมชลประทานขยายการใช้นวัตกรรมในปีงบประมาณ 2569 โดยตั้งเป้าผลิตสารมากกว่า 35,000 ลิตร และเตรียมในปีงบประมาณ 2570 มากกว่า 100,000 ลิตร เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ 17 สำนักงานชลประทาน ทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงการแพร่ระบาดและจุดอับในระบบชลประทาน
ควบคู่กันนั้น ยังเตรียมจัดทำมาตรฐานการใช้งาน ทั้งคู่มือปฏิบัติงาน การอบรมเจ้าหน้าที่ การใช้โดรน ร่วมกับระบบเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) การติดตามคุณภาพน้ำ และการนำข้อมูลต้นทุนมาพัฒนาเป็น Unit Cost เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณภาครัฐ
“เป้าหมายไม่ใช่ให้ผักตบชวาตายเร็วที่สุด แต่ต้องตายโดยไม่ทำลายคุณภาพของแหล่งน้ำ”
ปักหมุดสู่ Smart Irrigation
ในระยะยาว กรมชลประทานวางบทบาทของ “สวพ.62-ชป.1” ให้เป็นมากกว่าสารกำจัดผักตบชวา แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยมีแผนต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาสูตรควบคุมวัชพืชน้ำชนิดอื่น เช่น ไมยราบยักษ์ จอก จอกหูหนูและจอกหูหนูยักษ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลโครงข่ายทางน้ำทั้งระบบ
อีกเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันสู่ Smart Irrigation ผ่านการบูรณาการโดรน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อวิเคราะห์ความหนาแน่นของวัชพืช วางแผนการฉีดพ่นอย่างแม่นยำ รวมถึงพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ ช่วยให้การบริหารจัดการแหล่งน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นางธัญลักษณ์ กล่าวว่า ความสำเร็จของ “สวพ.62-ชป.1” ไม่ได้วัดจากการกำจัดผักตบชวาเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนแนวทางการพัฒนานวัตกรรมที่ผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี เข้ากับภารกิจบริหารจัดการน้ำของประเทศ
ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้น นวัตกรรมชิ้นนี้จึงมีศักยภาพก้าวสู่ต้นแบบการจัดการวัชพืชน้ำยุคใหม่ ที่ช่วยลดต้นทุน ลดการใช้สารเคมี เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และรักษาสมดุลของระบบนิเวศไปพร้อมกัน อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบชลประทานไทยในอนาคต







