thansettakij
thansettakij
AIS-Microsoft เปิดเกม “AI Ready for SMEs” เร่งติดอาวุธ AI ให้ SMEs ไทย

AIS-Microsoft เปิดเกม “AI Ready for SMEs” เร่งติดอาวุธ AI ให้ SMEs ไทย

05 มิ.ย. 69 | 04:55 น.
อัปเดตล่าสุด :05 มิ.ย. 69 | 04:55 น.

AIS Business จับมือ Microsoft เปิดโครงการ “AI Ready for SMEs” ดันผู้ประกอบการไทยกว่า 3.2 ล้านรายเข้าถึง AI ผ่านโซลูชันอัจฉริยะ แพ็กเกจเฉพาะธุรกิจ หวังช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ SMEs ไทย

KEY

POINTS

  • AIS และ Microsoft ร่วมมือเปิดโครงการ “AI Ready for SMEs” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยกว่า 3 ล้านรายเข้าถึงและนำเทคโนโลยี AI ไปใช้ยกระดับธุรกิจ
  • ชู 3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อน ประกอบด้วย แพ็กเกจโซลูชันที่เข้าถึงง่าย, การพัฒนาทักษะผ่านโรดโชว์ทั่วประเทศ, และการสร้าง AI Agent Template ที่พร้อมใช้งาน
  • มอบข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้ากลุ่มแรก เช่น เวิร์คช็อปฟรี และมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดอุปสรรคและกระตุ้นการใช้งานจริง

AIS Business ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อองค์กรธุรกิจ ร่วมกับ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ประกาศเปิดตัวโครงการ “AI Ready for SMEs” ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบแพ็กเกจที่ตอบโจทย์ SMEs การเข้าถึงโซลูชัน ผ่านการจัดกิจกรรมโรดโชว์ และการพัฒนา AI Agent Template

โดยมีเป้าหมายสำคัญในการร่วมผลักดันและเสริมขีดความสามารถให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.13 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.6% ของภาคธุรกิจ จึงถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ ให้สามารถนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้และยกระดับการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย พร้อมเสริมศักยภาพในการแข่งขันและการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว  

นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ หรือ National Digital Infrastructure มุ่งยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจไทยผ่านโครงข่ายและบริการดิจิทัลที่ครอบคลุม

เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและยุค AI โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการขับเคลื่อน GDP โดยที่ผ่านมา AIS Business ได้เดินหน้าพัฒนาโซลูชันและสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการแข่งขันทางธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว 

ความร่วมมือระหว่าง AIS Business และ Microsoft ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผสานศักยภาพของโครงข่ายอัจฉริยะเข้ากับเทคโนโลยี AI ระดับโลก เพื่อสร้าง Smart Solutions สำหรับ SMEs ไทย ให้ AI เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย ใช้งานได้จริง

และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ ผ่านแพ็กเกจบริการที่ออกแบบสำหรับ SMEs โดยเฉพาะพร้อมเดินหน้ากิจกรรม Workshop และ Enablement Program ที่จะช่วยสร้างความเข้าใจและสนับสนุนการประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทยอย่างยั่งยืน

ชู 3 กลยุทธ์ขับเคลื่อน “AI Ready for SMEs”

โดย 3 กลยุทธ์หลักขับเคลื่อนโครงการ “AI Ready for SMEs” ครอบคลุมทั้งการเข้าถึงโซลูชัน การพัฒนาทักษะ และการสร้างสรรค์นวัตกรรม AI เพื่อธุรกิจ SME ไทย ได้แก่

1. แพ็กเกจที่ครอบคลุมเพื่อ SMEs ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของ SMEs ให้เข้าถึงและได้รับประโยชน์จากพลังของ AI ได้อย่างสะดวกและคุ้มค่า

  • แพ็กเกจ SME AI Ready ผสานศักยภาพของ Microsoft 365 และ Copilot ที่มาพร้อมพลังของ AI เพื่อการใช้งานของธุรกิจยุคใหม่ พร้อมบริการหลังการขายโดย AIS Service Desk ทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน Hotline 1740  สนับสนุน SMEs เริ่มต้นการใช้งานได้อย่างสะดวก ปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจในการดำเนินงานที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด 
  • สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่สมัครแพ็กเกจ Copilot 1,000 รายแรก รับสิทธิ์เข้าร่วมเวิร์คช็อปการใช้ Copilot ได้ฟรี และสำหรับลูกค้าที่สมัครใช้บริการตั้งแต่ 10 ไลเซนส์ขึ้นไป รับสิทธิ์กิจกรรมฝึกอบรมแบบไพรเวทถึงออฟฟิศ ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้มีความเข้าใจและความพร้อมในการใช้งาน AI ได้อย่างตรงความต้องการและเต็มศักยภาพ

ภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน SMEs ไทย สู่เศรษฐกิจดิจิทัลและยุค AI

2. การพัฒนาทักษะ AI ให้ SMEs ทั่วประเทศ AIS และไมโครซอฟท์ ร่วมกันผลักดันแผนพัฒนาทักษะ AI ให้กับ SMEs ผ่านการจัดกิจกรรมโรดโชว์ทั้งในกรุงเทพฯ และขยายไปยังจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญครอบคลุมทั้ง 7 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าที่จะเข้าถึงและเสริมสร้างความรู้ด้าน AI ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs มากกว่า 700 รายภายในสิ้นปี 2569

ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ ไมโครซอฟท์ยังได้นำหลักสูตรฝึกอบรมทักษะ AI จากโครงการ  Microsoft Elevate  มาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ของ AIS เพื่อให้ SMEs สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะตามความต้องการของแต่ละธุรกิจ เพื่อเป้าหมายสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางดิจิทัลให้กับประเทศไทยในระยะยาว

3. SME AI Agent โซลูชัน AI พร้อมใช้สำหรับ SMEs เพื่อตอบโจทย์การนำ AI Agent ไปใช้ในการใช้งานจริงของแต่ละธุรกิจ ในรูปแบบ AI Agent Template ที่ช่วยให้ SME สามารถสร้างและปรับแต่งเอเจนต์เฉพาะธุรกิจบน Copilot นำร่องด้วย Business Assistant AI โซลูชั่น AI เพื่อช่วยเจ้าของธุรกิจมีข้อมูลเชิงลึกและคำแนะนำที่แม่นยำยิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของทีม

และในอนาคตมีแผนที่จะขยายไปยังฟังก์ชันอื่นๆ เช่น ทรัพยากรบุคคล และการเงิน เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของธุรกิจในระยะยาว ตลอดจนพัฒนาโซลูชัน AI สำหรับ SME ในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ อาทิ AI Agent สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจไปสู่ดิจิทัล และพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

“SMEs คือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย และเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายย่อยต้องเผชิญข้อจำกัดในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ทั้งด้านทักษะ บุคลากร และงบประมาณ แต่ในโลกของ AI ข้อจำกัดเหล่านี้กำลังลดลงอย่างมาก ทำให้ SMEs สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และสร้างการเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม” 

AIS Business จับมือ Microsoft เปิดโครงการ “AI Ready for SMEs” ดันผู้ประกอบการไทยกว่า 3.2 ล้านรายเข้าถึง AI ผ่านโซลูชันอัจฉริยะ แพ็กเกจเฉพาะธุรกิจ และการอบรมทั่วประเทศ หวังช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ศักยภาพ AI สร้างความได้เปรียบ

นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่ กล่าวว่า ในยุค AI ความได้เปรียบทางธุรกิจไม่ได้วัดจากขนาดขององค์กร แต่ขึ้นอยู่กับความเร็วในการปรับตัวและการนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดผลจริง

สำหรับ SMEs ไทย มองว่า AI คือโอกาสในการยกระดับผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม และขยายโอกาสทางธุรกิจ ไมโครซอฟท์เชื่อว่าความร่วมมือกับ AIS Business จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงเทคโนโลยี ทักษะ และระบบสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนศักยภาพให้เป็นผลลัพธ์ที่วัดได้ และเติบโตอย่างมั่นคงในโลกใหม่

AI ก้าวเข้ามาเปลี่ยนนิรันดร์ของการทำงานและวิถีชีวิตอย่างรวดเร็ว ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยจำนวนกว่า 3.2 ล้านราย กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

ดังนั้นแล้วการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แต่เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดผ่านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไมโครซอฟท์ เอไอเอส และกลุ่มผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมดิจิทัลอย่างแท้จริง

"หัวใจสำคัญของการปฏิรูปธุรกิจในยุค AI คือความเร็วในการปรับตัวและการนำเทคโนโลยีไปใช้งานให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยไมโครซอฟท์เน้นย้ำว่าในโลกการแข่งขันปัจจุบัน ขนาดขององค์กรไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จเท่ากับความเร็วในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้"

AI จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ช่วยปิดช่องว่างด้านปัญหาประชากรสูงวัย การขาดแคลนแรงงาน และการจัดการความรู้ในองค์กร โดยมีความสามารถในการสื่อสารได้มากกว่า 100 ภาษา ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจให้แก่ SME โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ต้องสื่อสารและสร้างเนื้อหาเพื่อเข้าถึงลูกค้าทั่วโลก

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่ เผยถึงความสำคัญในการใช้เครื่องมือของไมโครซอฟท์ช่วยให้ SME มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ใส่เข้าไปเพื่อฝึกฝน AI Agent จะถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยภายในระบบปิดขององค์กร และมีการบริหารจัดการตัวตน (Identity Management) ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมข้อมูลหรือการถูกเจาะระบบ

ดึง Microsoft 365 Copilot สร้าง AI Agent ส่วนตัว

บทบาทสำคัญของไมโครซอฟท์ในความร่วมมือครั้งนี้ คือการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมืออัจฉริยะผ่านแพลตฟอร์ม Microsoft 365 ที่รวมเอาระบบการสื่อสารและโครงสร้างการศึกษาเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีการนำเสนอโซลูชันอย่าง Copilot Chat ที่ช่วยให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและข้อมูลจากทั่วโลกได้ทันที

สำหรับธุรกิจที่ต้องการความก้าวหน้ามากขึ้น จะมีการนำ Microsoft 365 Copilot มาใช้เพื่อสร้าง AI Agent ส่วนตัวที่สามารถทำงานเฉพาะด้านตามความต้องการของแต่ละองค์กร โดยอาศัยข้อมูลเฉพาะและองค์ความรู้ที่มีอยู่ภายในบริษัทเป็นตัวขับเคลื่อนความแตกต่างและความโดดเด่นของธุรกิจ

นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังเปิดตัว Microsoft Copilot Studio ซึ่งเป็นเครื่องมือประเภท Low Code No Code ที่เปิดโอกาสให้ SME สามารถเชื่อมต่อข้อมูลจากระบบบริหารจัดการทรัพยากร (ERP) หรือระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ต่างๆ เข้ากับ AI ได้โดยตรงโดยไม่จำเป็นต้องใช้บุคลากรทางเทคนิคจำนวนมาก

และล่าสุดยังได้มีการประกาศเปิดตัว Microsoft Scout หรือ Cloud Copilot บนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ช่วยเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการทำงานรายวันโดยอิงจากข้อมูลและตารางงานส่วนบุคคล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานรายบุคคลให้สูงสุด

ในด้านความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักของผู้ประกอบการ ไมโครซอฟท์ได้วางมาตรฐานการปกป้องข้อมูลระดับองค์กร (Enterprise Security) เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่เป็นความลับของบริษัทรั่วไหลออกสู่สาธารณะจากการใช้ AI

การใช้เครื่องมือของไมโครซอฟท์ช่วยให้ SME มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ใส่เข้าไปเพื่อฝึกฝน AI Agent จะถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยภายในระบบปิดขององค์กร และมีการบริหารจัดการตัวตน (Identity Management) ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมข้อมูลหรือการถูกเจาะระบบ ซึ่งเปรียบเสมือนการปกป้องบุคลากรที่เก่งที่สุดของบริษัทไม่ให้สูญหายไป

เพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง (Adoption) ไมโครซอฟท์ได้สนับสนุนด้านการเรียนรู้ผ่านโครงการ Microsoft AI Activate ที่รวบรวมหลักสูตรด้าน AI ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับสูงกว่า 200 หลักสูตรในรูปแบบวิดีโอออนไลน์ให้ผู้ประกอบการและนักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ฟรี

ขณะเดียวกันทางฝั่งเอไอเอสได้ร่วมเตรียมความพร้อมด้านเครือข่ายและการเข้าถึงลูกค้า SME โดยมอบสิทธิพิเศษในการฝึกอบรมและสนับสนุนการใช้งานให้กับลูกค้า 1,000 รายแรกที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในครั้งนี้จะครอบคลุม SME ทุกระดับทั่วประเทศ

"ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันให้ SME ไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และมุ่งสู่การเติบโตที่ยั่งยืนในเวทีโลก"

ดึง AI ยกระดับ SMEs

นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า ในฐานะองค์กรหลักที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการไทย เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจของ SMEs ไทย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรากฐานของเศรษฐกิจประเทศ

โดยโครงการ “AI Ready for SMEs” จากความร่วมมือระหว่าง AIS Business และไมโครซอฟท์ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสนับสนุนให้ SMEs สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโซลูชันที่ปลอดภัย ใช้งานสะดวก ควบคู่กับการพัฒนาทักษะและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โครงการดังกล่าวมีส่วนช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยี เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และเสริมศักยภาพให้ SMEs ไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในเวทีระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถือเป็นรากฐานสำคัญและเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยมีจำนวนผู้ประกอบการรวมกว่า 3.2 ล้านราย ซึ่งทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนจ้างงานกว่า 70% ของประเทศ หรือคิดเป็นแรงงานในระบบประมาณ 20 ล้านคน

ข้อมูลเชิงสถิติระบุว่า กลุ่ม SME สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็น 35% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างไรก็ดี ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ สงคราม และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว การปรับตัวของ SME เพื่อก้าวข้ามผ่านอุปสรรคเหล่านี้จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ภาคส่วนต่างๆ ให้ความสนใจ

โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการขับเคลื่อน SME ในยุคปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนมุมมองต่อ AI จากการเป็นเพียงเครื่องมือหรือระบบโปรแกรมทั่วไป ให้กลายเป็นเพื่อนสนิททางการธุรกิจที่มีความเร็วและสามารถทำงานได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวถึงเห็นถึงความสำคัญในการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจของ SMEs ไทย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรากฐานของเศรษฐกิจประเทศ

เปิดโผ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายหลักที่มุ่งเน้นการใช้ AI แบ่งออกเป็น 4 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ภาคการค้า ภาคการผลิต ภาคการขนส่ง และภาคการเกษตร ขณะที่ในภาคการค้า AI สามารถเข้ามาสนับสนุนการทำโฆษณาอัตโนมัติบนระบบ Marketplace และการทำตลาดแบบ Hyper-Personalization ที่นำเสนอสินค้าและบริการได้ตรงใจลูกค้าเป็นรายบุคคล

ส่วนในภาคการผลิต AI จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและประสิทธิผลได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในภาคการเกษตรมีการมุ่งเน้นการทำเกษตรอัจฉริยะ (AgTech) โดยใช้ AI ประมวลผลข้อมูลจากแปลงเพาะปลูกเพื่อบริหารจัดการทรัพยากร เช่น การวัดความชื้นในดินเพื่อควบคุมการให้น้ำอย่างแม่นยำและการใช้โดรนอัตโนมัติ

"ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ SME มีความได้เปรียบในการปรับตัวเข้าหา AI คือ ขนาดขององค์กรที่เล็ก ซึ่งส่งผลให้มีความคล่องตัวสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ในการปรับเปลี่ยนทิศทางและวิธีคิดให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกวัน จากการศึกษาพบว่าการนำ AI มาใช้ในการปฏิบัติงานอย่างจริงจังสามารถช่วยลดระยะเวลาการทำงานได้ถึง 20 ชั่วโมงต่อเดือนต่อราย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสามารถในการบริการลูกค้าและสร้างความเชื่อมั่นบนโลกออนไลน์"

ที่สำคัญเทคโนโลยีนี้ยังช่วยให้บริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงานเพียง 5-10 คน สามารถยกระดับขีดความสามารถในการทำงานให้เทียบเท่ากับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงาน 500 ถึง 5,000 คนได้ ผ่านกระบวนการคิดและวางระบบการทำงานที่ใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

ความร่วมมือระหว่างสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Microsoft และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานในประเทศอย่าง AIS ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสนับสนุนด้าน Computing Power และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการ

นอกเหนือจากการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแล้ว ประเด็นด้านการกำกับดูแล (Governance) ยังเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการบริหารจัดการข้อมูลให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายลิขสิทธิ์ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้การนำ AI มาใช้ในกระบวนการธุรกิจเป็นไปอย่างยั่งยืนและถูกต้องตามหลักสากล

"การปรับตัวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการใช้เทคโนโลยีเพื่อความสนุกสนาน แต่เป็นการวางรากฐานใหม่เพื่อให้ SME ไทยสามารถเติบโตและเป็นแกนหลักที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างแท้จริง"