
ถอดสมการ 'ค่าการกลั่นน้ำมัน' ตัวเลขที่สังคมเข้าใจผิด
เมื่อ 'ราคาพลังงาน' พุ่ง กระแสสังคมชี้นิ้วโรงกลั่น แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง 'ตัวเลข GRM' บอกเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก
KEY
POINTS
- ค่าการกลั่น (GRM) ไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น แต่เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน โดยแท้จริงแล้วคือส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันดิบที่ซื้อมากับน้ำมันสำเร็จรูปที่ขายไป
- ตัวเลขค่าการกลั่นเป็นเพียงรายรับเบื้องต้นที่ยังไม่ได้หักลบต้นทุนการดำเนินงานต่างๆ ของโรงกลั่น
- ต้นทุนที่ไม่ได้สะท้อนในค่าการกลั่นมีหลายส่วน เช่น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ค่าระวางเรือและประกันภัยที่สูงขึ้น และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆ
- โรงกลั่นยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากการขาดทุนสต็อกน้ำมัน หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงหลังจากที่ได้สั่งซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าไปแล้ว
ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวสูงขึ้น บทสนทนาในโลกออนไลน์มักพุ่งตรงไปยังตัวเลขเดิม — "ค่าการกลั่น" หรือ Gross Refinery Margin (GRM) ซึ่งสาธารณชนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าคือกำไรสุทธิที่โรงกลั่นเก็บเข้ากระเป๋า
แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานยืนยันตรงกันว่า ความเข้าใจนั้น คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญ
GRM คืออะไร — และไม่ใช่อะไร
ค่าการกลั่นในทางเทคนิคคือส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบที่ซื้อเข้ามา กับราคาเฉลี่ยของน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิดที่กลั่นออกมาได้ พูดง่าย ๆ คือ "รายรับหยาบ" ก่อนหักค่าใช้จ่าย ไม่ต่างจากยอดขายของร้านค้าที่ยังไม่ได้หักค่าเช่า ค่าแรง และค่าไฟ
ช่วงวิกฤตพลังงาน ตัวเลข GRM เลยปรับตัวสูงขึ้นจนดูน่าตื่นตาในสายตาประชาชน แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการดำเนินงานต้นทุนที่ตัวเลข GRM ไม่เคยบอก
Crude Premium — บวกพิเศษที่ต้องจ่ายเพื่อแย่งซื้อน้ำมัน
ในยามที่อุปทานน้ำมันโลกตึงตัว โรงกลั่นไม่สามารถเลือกซื้อน้ำมันดิบในราคาอ้างอิงได้ตามปกติ หากแต่ต้องแข่งขันในตลาดโลกและยอมจ่ายส่วนเพิ่มหรือ Premium สูงถึง 3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือราว 3 บาทต่อลิตร โดยเฉพาะน้ำมันดิบจากอเมริกาที่ค่า Crude Premium พุ่งขึ้นถึง 3–4 เท่าจากภาวะปกติ
ค่าระวางเรือและประกันภัย — ราคาที่สงครามเป็นผู้กำหนด
เมื่อเส้นทางเดินเรือผ่านพื้นที่ขัดแย้ง บริษัทประกันภัยปรับเบี้ยประกันขึ้นทันทีถึง 100 เท่า ขณะที่ค่าระวางเรือซึ่งขาดแคลนจากสงครามก็พุ่งขึ้นกว่า 5 เท่า ภาระเหล่านี้ตกอยู่บนบ่าของโรงกลั่นโดยตรง
ต้นทุนดำเนินงาน — ค่าใช้จ่ายที่วิ่งตามราคาพลังงาน
โรงกลั่นต้องใช้พลังงานจำนวนมากในกระบวนการกลั่น และเมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกสูงขึ้น ต้นทุนส่วนนี้ก็พุ่งตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บวกกับค่าแรง ค่าซ่อมบำรุงเครื่องจักร ดอกเบี้ยเงินกู้ และภาษีที่ต้องจ่ายอย่างสม่ำเสมอ
ความเสี่ยงที่ไม่มีใครพูดถึง
นอกเหนือจากต้นทุนที่มองเห็น ยังมีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในกระบวนการธุรกิจ โรงกลั่นต้องสั่งซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าเป็นเดือน หากราคาตลาดโลกปรับลงก่อนที่จะกลั่นสำเร็จ ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันจะถูกบันทึกทันที
ข้อมูลในอดีตแสดงให้เห็นชัดเจนว่า แม้บางไตรมาสค่าการกลั่นจะดูสูงน่าตื่นเต้น แต่เมื่อสรุปผลประกอบการทั้งปี กำไรสุทธิที่เหลืออาจเหลือน้อยมาก หรือในบางปีแทบไม่มีเลย
โรงกลั่น 6 แห่ง กับภาระที่มากกว่าธุรกิจ
ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันทั้งหมด 6 แห่ง ซึ่งยังคงเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตท่ามกลางความผันผวน การที่โรงกลั่นเหล่านี้ยังรักษาการผลิตเอาไว้ได้ ถือเป็นการค้ำประกันความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ภายใต้ความเสี่ยงทางธุรกิจที่สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
การถกเถียงเรื่องราคาพลังงานเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นในสังคม แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ถูกต้อง ค่าการกลั่นคือจุดเริ่มต้นของการคำนวณ ไม่ใช่บรรทัดสุดท้ายในงบกำไรขาดทุน






