
บิ๊กเฟรเซอร์ส ยันการทูต 14 ปีรัฐบาล ฟื้นเชื่อมั่น ปักธงอสังหาออสซี่ 2 แสนล้าน
"ปณต สิริวัฒนภักดี" บิ๊กเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ การันตีตลาดอสังหาฯ ออสเตรเลียใหญ่ ปักธงลงทุน 2 แสนล้าน ชี้ความสัมพันธ์ 14 ปีฟื้นความเชื่อมั่นรัฐ-เอกชน พร้อมเป็นสะพานเชื่อมทุนออสซี่บุกอาเซียน
KEY
POINTS
- การเดินทางเยือนออสเตรเลียของนายกรัฐมนตรีในรอบ 14 ปี ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการฟื้นความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ
- เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ เผยมูลค่าการลงทุนสะสมในอสังหาริมทรัพย์ของออสเตรเลียตลอด 20 ปีที่ผ่านมา สูงกว่า 200,000 ล้านบาท
- การลงทุนของกลุ่มในออสเตรเลียครอบคลุมกว่า 20 โครงการ โดยเน้นการพัฒนาชุมชนมิกซ์ยูส โรงแรม และคลังสินค้าอุตสาหกรรม
นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการบริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในระหว่างการร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ว่า การร่วมคณะนายกรัฐมนตรีรอบนี้ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ออสเตรเลียถือเป็นตลาดที่บริษัทมีการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์มากที่สุดของกลุ่ม เนื่องจากมีกฎระเบียบที่ชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนในทุกประเทศ โดยกลุ่มเฟรเซอร์สเข้าไปลงทุนในออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2546 ผ่านการสร้างแพลตฟอร์มจากสิงคโปร์ โดยเริ่มต้นในซิดนีย์ก่อนขยายไปเมลเบิร์น
“การที่ผู้นำของทั้งสองประเทศมาเจอกันในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากห่างหายไปนานถึง 14 ปี เชื่อว่าคนไทยยังคงอยากมาทำงานที่นี่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมบริการ เนื่องจากแรงงานไทยถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพ และควรผลักดันให้ทางออสเตรเลียเปิดรับมากขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานระบุว่าจะนำประเด็นนี้ไปหารือ” นายปณต ระบุ
พร้อมระบุว่าทางออสเตรเลียยังต้องการให้ไทยช่วยพิจารณาเรื่องการดึงนักลงทุนออสเตรเลียเข้าไปลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย
นายปณต ระบุว่า ในการลงทุนที่ออสเตรเลีย ปัจจุบันบริษัทมีโครงการต่อเนื่องกว่า 20 โครงการ พัฒนาในรูปแบบชุมชนมิกซ์ยูสผ่านการร่วมทุนกับสภาท้องถิ่นทั้งในซิดนีย์และเมลเบิร์น ขณะที่ธุรกิจโรงแรมมีทั้งโรงแรมโนโวเทลที่ดาร์ลิงสแควร์ และโนโวเทลเมลเบิร์น พร้อมแผนขยายแบรนด์อินเตอร์คอนติเนนตัลเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งมูลค่าการลงทุนสะสมของกลุ่มในออสเตรเลียตลอด 20 ปีที่ผ่านมามีมูลค่ารวมมากกว่า 200,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งเงินลงทุนจากตลาดหลักทรัพย์และเงินร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นและพาร์ทเนอร์ภายนอก
"เซกเตอร์ที่เติบโตมากที่สุดคือธุรกิจโกดังสินค้าและคลังสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งลงทุนรวมแล้วกว่า 2 ล้านตารางเมตร ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในซิดนีย์และเมลเบิร์น" นายปณต กล่าว
สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในออสเตรเลียขณะนี้ นายปณต ระบุว่าเป็นอีกหนึ่งวงจรที่มีความท้าทายต่อเนื่องมาจากช่วงหลังโควิด ทั้งด้านต้นทุนการก่อสร้างและแรงงาน แต่ในความท้าทายนั้นย่อมเป็นโอกาสสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ เพราะผู้ที่อยู่มาดั้งเดิมอาจกำลังประสบความลำบาก ขณะที่ตลาดที่อยู่อาศัยยังคงมีปัญหาซัพพลายไม่เพียงพอต่อความต้องการอย่างแน่นอน โดยความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับจีนที่เปลี่ยนไปทำให้สูญเสียตลาดจีนไป แต่การปรับสมดุลให้เกิดความยั่งยืนถือเป็นเรื่องดี
นายปณต ยังกล่าวถึงโครงการที่ยาวที่สุดของกลุ่มว่า โครงการที่ยาวที่สุดตั้งอยู่ทางตอนใต้ของซิดนีย์ภายใต้ชื่อเฟรเซอร์ส ซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมานานถึง 26 ปี โดยเป็นการร่วมทุนกับสภาท้องถิ่นและทยอยเปิดขายเป็นเฟสตามโครงสร้างที่วางแผนไว้ ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ยังคงเน้นการมองระยะยาวผ่านโครงการพัฒนาชุมชนขนาดใหญ่ที่มีจำนวน 500 ถึง 1,000 ยูนิตต่อโครงการ สะท้อนแนวทางการลงทุนระยะยาวของกลุ่มในตลาดออสเตรเลีย
ส่วนแผนดึงนักลงทุนออสเตรเลียเข้ามาลงทุนในไทย นั้นยอมรับว่า กลุ่มเฟรเซอร์สปรับตัวในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาและเปิดรับที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมสำหรับนักลงทุนต่างชาติ เช่น ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 4,600 ไร่ แบ่งเป็น 3 เฟส และยังมีที่ดินในจังหวัดชลบุรีที่อยู่ระหว่างศึกษาการร่วมทุนกับหลายราย
นายปณต ระบุว่า นิคมการขนส่งและโลจิสติกส์ของโครงการอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA The Eastern Gateway) ก่อสร้างเสร็จและปล่อยเช่าเต็มหมดแล้ว โดยลูกค้ารายแรกคือผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์รายใหญ่ที่สุดในไทยจากยุโรปอย่างอินฟินิตี้ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และกลุ่มการผลิตจากทั้งในภูมิภาคและยุโรปเข้ามาลงทุน ซึ่งยังคงมองหานักลงทุนเพิ่มเติมเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ จุดเด่นของโครงการคือทำเลใกล้เมืองและมีระบบสาธารณูปโภคที่สมบูรณ์







