
วิธีคิด‘ลิซ่า งามตระกูลพานิช’ สภาพคล่องคือ “ลมหายใจ” ผู้รับเหมา
วิธีคิด ของหญิงเหล็กวงการก่อสร้าง ‘ลิซ่า งามตระกูลพานิช’ สภาพคล่องคือ “ลมหายใจ” ผู้รับเหมา ในวันที่เจอสถานการณ์โหดหิน ต้นทุนพลังงานพุ่ง
KEY
POINTS
- ผู้รับเหมาก่อสร้างกำลังเผชิญวิกฤตสภาพคล่องอย่างหนักจากต้นทุนพลังงานและวัสดุก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจ
- คุณลิซ่า งามตระกูลพานิช ในฐานะนายกสมาคมฯ ได้เรียกร้องให้ภาครัฐช่วยเหลือ ซึ่งนำมาสู่มาตรการผ่อนปรนเกณฑ์จัดซื้อจัดจ้าง เช่น การขยายเวลาสัญญา และเร่งรัดการจ่ายเงินชดเชย (ค่า K)
- การปรับปรุงกระบวนการเบิกจ่ายค่า K ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการต่อลมหายใจและรักษาสภาพคล่องให้ผู้รับเหมาสามารถประคองธุรกิจต่อไปได้
อุตสาหกรรมก่อสร้างของไทยถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งในมิติของการจ้างงาน การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความผันผวน
โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ได้ส่งแรงกระแทกซ้ำเติมมายังภาคก่อสร้างไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง ค่าขนส่งที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงราคาวัสดุก่อสร้างที่ขยับตัวในทิศทางขาขึ้น ล้วนกลายเป็นภาระหนักที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ
แรงกดดันดังกล่าวกำลังบีบให้ผู้รับเหมาจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญภาวะสภาพคล่องตึงตัว จนบางรายเริ่มไปต่อไม่ไหว และส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเร่งด่วน เพื่อประคับประคองธุรกิจไม่ให้ล้มลงกลางทาง ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า รัฐบาลจะมีมาตรการใดเข้ามาช่วยพยุง “เฟืองจักรสำคัญ” นี้ก่อนที่ผลกระทบจะลุกลามไปยังภาพรวมเศรษฐกิจในวงกว้าง
ท่ามกลางความยากลำบากที่เกิดขึ้น ได้เกิดคำถามตามมาจากทั่วสารทิศ ที่ ว่า“หยุดงาน ทิ้งงาน หรือ ไปต่อแล้วตายเอาดาบหน้า” เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชนทุกคนตั้งคำถามในวันนี้ที่น้ำมันดีเซลพุ่งทะยาน ทำให้สินค้าทุกชนิดปรับราคาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์(TCA) หญิงเหล็กแห่งวงการก่อสร้างของไทย ให้สัมภาษณ์“ฐานเศรษฐกิจ” สะท้อนถึงความยากลำบากของสมาชิก ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างทั้งงานภาครัฐและเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานปรับราคาสูง มีผลต่อต้นทุนภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างทั้งระบบและนำมาซึ่งการช่วยเหลือของรัฐบาลในทันที หลังจากยื่นหนังสือข้อเรียกร้องและเสียงสะท้อนที่เปล่งดังออกไป ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังคงตึงเครียด
ผ่อนเกณฑ์จัดซื้อจัดจ้าง
ล่าสุดรัฐบาลโดยกรมบัญชีกลาง ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งสอดรับกับข้อเสนอที่สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยเสนอไป ไม่ว่าจะเป็นกรณีไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ให้ถือว่ามีเหตุผลสมควรไม่เป็นผู้ทิ้งงานพร้อมคืนหลักประกัน สัญญาที่ลงนามแล้วหากได้รับผลกระทบ ให้เจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม ลงนามสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน สามารถใช้ดุลยพินิจเลิกสัญญาและคืนหลักประกันได้ ขยายราคากลางงานก่อสร้างของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลให้อยู่ที่อัตรา 51.00-69.99 บาทต่อลิตร เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เป็นเงินชดเชยค่างานของสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ที่ได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว นอกจากนี้ยังให้ปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ วิธีการคำนวณค่า K รองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัสดุ
สภาพคล่องคือ “ลมหายใจ”
ภาพรวมล่าสุดกรมบัญชีกลางได้ออกหนังสือเวียนให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณาขยายระยะเวลาสัญญา สำหรับผู้รับเหมาที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินโครงการ โดยเปิดโอกาสให้สามารถแจ้งความประสงค์เพื่อ “สงวนสิทธิ” ในการขยายอายุสัญญาได้ มาตรการดังกล่าวถือเป็นการช่วยผ่อนแรงกดดันด้านการเงิน ลดความจำเป็นในการเร่งจัดซื้อวัสดุหรือเร่งดำเนินงานภายใต้ต้นทุนที่ผันผวน
โดยมองว่า ในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้ประกอบการยังคงเผชิญภาวะขาดทุนจากต้นทุนที่ปรับตัวขึ้น ขณะที่ “ค่า K” ซึ่งเป็นกลไกชดเชยความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้าง ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ โดยดัชนีเดือนมีนาคมปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้ภาระความเสี่ยงส่วนหนึ่งยังตกอยู่กับผู้รับเหมา
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การขยับระยะเวลาสัญญาออกไป เพื่อรอให้กลไกค่า K เข้ามาช่วยชดเชยต้นทุนและเติมสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยไม่ต้องทิ้งงานกลางคัน ทั้งนี้ด้านฝั่งการจัดสรรงบประมาณซึ่งเป็นแหล่งเงินสำหรับค่า K ยังมีความไม่แน่นอน และอยู่ระหว่างรอความชัดเจนว่าจะสามารถเบิกจ่ายชดเชยได้ในระดับใด หากมีความคืบหน้า ค่า K จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพยุงกระแสเงินสด (cash flow) ของผู้รับเหมา และช่วยประคองภาคก่อสร้างในช่วงที่ต้นทุนยังผันผวนสูง
ชงข้อเสนอจัดสรรงบค่า K โดยตรง
ย้อนไปก่อนหน้านี้ นางสาวลิซ่า สะท้อนปัญหาก่อนเกิดวิกฤตในครั้งนี้ การเบิกจ่ายค่า K ใช้ระยะเวลานานถึง 3-4 ปีจึงจะได้รับเงิน ส่งผลให้ผู้รับเหมาต้องแบกรับต้นทุนล่วงหน้า โดยสำรองเงินของตนเองเพื่อดำเนินโครงการภาครัฐให้แล้วเสร็จก่อน
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 4 เดือนแรกของ“รัฐบาลอนุทิน” ได้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทำให้กระบวนการจ่ายค่า K มีความคล่องตัวมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการที่เรียกร้องมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ ผู้รับเหมามักต้องรับภาระต้นทุนไปก่อน ขณะที่ภาครัฐใช้เวลานานในการชำระคืน แตกต่างจากกรณีที่ราคาวัสดุลดลง ซึ่งภาครัฐสามารถหักเงินคืนจากผู้รับเหมาได้ทันทีซึ่งตามระเบียบปัจจุบัน การจ่ายค่า K ของแต่ละหน่วยงานจะพิจารณาจากงบประมาณคงเหลือโดยหน่วยงานมักบริหารจัดการงบให้สอดคล้องกับโครงการต่าง ๆ จนทำให้งบส่วนนี้อาจไม่เพียงพอ
ดังนั้นจึงมีข้อเสนอว่า ในกรณีที่ภาครัฐมีภาระต้องจ่ายค่า K ควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณโดยตรง เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายได้อย่างทันท่วงที ลดภาระทางการเงินของผู้รับเหมา และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการภาครัฐโดยรวม
แบ่งรับแบ่งสู้ไม่รับงาน
งานก่อสร้างในปัจจุบันยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากปัญหาสภาพคล่องและต้นทุนที่ไม่สอดคล้องกับราคากลาง แม้บางฝ่ายคาดหวังว่าหากสถานการณ์โลกคลี่คลาย โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ ราคาวัสดุก่อสร้างอาจปรับตัวลดลง แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการยังต้องแบกรับต้นทุนเดิม ขณะที่ราคากลางหลายโครงการยังไม่ได้มีการปรับให้สอดรับกับสถานการณ์
จากข้อมูลในภาคสนาม พบว่าหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เช่น ศาล โรงเรียน และโรงพยาบาล รวมถึงโครงการภาคเอกชน กำลังประสบปัญหาผู้รับเหมาไม่เข้าร่วมประมูล เนื่องจากไม่สามารถรับความเสี่ยงด้านต้นทุนได้ ส่งผลให้บางโครงการต้องชะลอหรือเลื่อนออกไป
ผู้ประกอบการก่อสร้างส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้อง “รัดเข็มขัด” อย่างเข้มงวด โดยเน้นบริหารต้นทุน ลดความสูญเปล่า และลงพื้นที่ควบคุมงานอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทำให้ผู้รับเหมาจำนวนมากขาดสภาพคล่อง ซึ่งถือเป็น “ลมหายใจ” หลักของธุรกิจ หากเงินทุนไม่หมุนเวียน ธุรกิจก็มีความเสี่ยงที่จะหยุดชะงักทันที
เร่งช่วยช่วงยังมีลมหายใจ
สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบชัดเจนในกลุ่มผู้รับเหมารายเล็ก แม้ปัจจุบันผลกระทบอาจยังไม่รุนแรงในวงกว้าง แต่มีแนวโน้มจะเห็นการปิดกิจการเพิ่มขึ้น หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ผู้ประกอบการบางรายถึงขั้นตั้งคำถามว่าควรหยุดดำเนินงานชั่วคราวเพื่อลดความเสี่ยงหรือไม่
ในฝั่งเจ้าของโครงการ ทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน โดยภาคเอกชนเริ่มมีการสื่อสารและร่วมกันหาแนวทางรับมือ โดยยึดหลักความโปร่งใส ไม่ฉวยโอกาส และพยายามประคองทั้งระบบให้เดินหน้าต่อไปได้
ด้านภาคสมาคมและผู้แทนผู้ประกอบการ ยังคงเดินหน้าสะท้อนปัญหาไปยังภาครัฐอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอแนวทางช่วยเหลือในหลายมิติ เพื่อบรรเทาผลกระทบและรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ มีการประเมินว่าสถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่หนักที่สุดของธุรกิจก่อสร้าง เปรียบเสมือน “ผู้ป่วย” ที่ยังมีลมหายใจ และจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที หากสามารถเข้าช่วยได้เร็ว ธุรกิจยังมีโอกาสฟื้นตัว แต่หากล่าช้า อาจนำไปสู่การล้มละลาย และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อแรงงานและภาคเศรษฐกิจโดยรวม
นางสาวลิซ่า ประเมินว่าภาครัฐเริ่มมีสัญญาณตอบรับต่อเสียงสะท้อน โดยเฉพาะมาตรการจากกรมบัญชีกลางที่ออกมาอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งช่วยจำกัดความเสียหายได้ในระดับหนึ่ง ผู้ประกอบการจึงยังคงคาดหวังให้มีมาตรการเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อประคับประคองอุตสาหกรรมให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างยั่งยืน







