
"แสนสิริ"เชื่ออสังหาฯตลาดไฮเอนด์ยังโตได้ หวังได้รัฐบาลเร็วช่วยดันศก.
"แสนสิริ"เชื่ออสังหาฯตลาดไฮเอนด์ยังโตได้ หวังได้รัฐบาลเร็วช่วยดันศก. รับตลาดล่างมีปัญหาทั้งภาระหนี้ครัวเรือน และกำลังซื้อ พร้อมเปิดความท้าทายปีนี้อยู่ที่ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าแรง และภาระหนี้
นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติงาน บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงาน "โจทย์ใหญ่ฟื้นอสังหาริมทรัพย์" ภายใต้วงเสวนาในหัวข้อ "โอกาสและความท้าทาย ฟื้นอสังหาฯไทย" ซึ่งจัดโดยฐานเศรษฐกิจ ว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เจาะลูกค้าระดับสูง หรือกลุ่มไฮเอนด์ (Hi-end) เชื่อว่ายังสามารถเติบโตได้
ทั้งนี้ เห็นได้จาการเปิดขายบ้านโครงการในระดับดังกล่าวของบริษัทในปีที่ผ่านมาในระดับ 60-150 ล้านบาท ซึ่งสามารถขายได้หมดภายใน 1 เดือนครึ่ง และยังต่อยอดมาจนถึงปีนี้ที่แสนสิริเปิดขายบ้านในระดับดังกล่าว ซึ่งมียอดขายก่อนเปิดตัวได้ถึง 1,000 ล้านบาท จากโครงการนาราสิริ พหล-วัชรพล
อย่างไรก็ดี ต้องเรียนว่าบ้านที่เจาะกลุ่มตลาดกลางถึงบนนั้น ผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อค่อนข้างดี โดยบางรายใช้เงินสดในการซื้อบ้านจากโครงการ แต่ทุกอย่างจะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ หากได้รัฐบาลเร็วมาขับเคลื่อน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็สามารถไปต่อได้
"คนทำธุรกิจทุกคนต้องการให้เศรษฐกิจเติบโต เพราฉะนั้น ขอให้รัฐบาลไหนที่เข้ามาช่วยให้นโยบายและทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น"
ส่วนตลาดที่น่าเป็นห่วงก็คือกลุ่มของตลาดระดับล่าง ซึ่งที่ผ่านมาต้องมีการนำมาขายซ้ำ 2 รอบกว่าจะหมด เนื่องจากติดปัญหาเรื่องของการขอกู้ที่ไม่ผ่านการอนุมัติจากสถาบันการเงิน และอาจจะต้องมีการเข้าไปช่วยเหลือเพื่อให้กู้ผ่าน
สำหรับความท้าทายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ประกอบด้วย
- อัตราดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย ซึงปัจจุบันมีการปรับขึ้นมามากกว่า 1% และมีแนวโน้มว่าจะปรับอีก 1 รอบ โดยดอกเบี้ยถือว่าเป็นต้นทุนที่ใหญ่พอสมควรสำหรับอสังหาริมทรัพย์
- สถานการณ์เงินเฟ้อ ซึ่งในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีผลทำให้ต้นทุนค่าก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้นถึง 8% ขณะที่ปีนี้อยู่ในระดับที่ดีขึ้น จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
- ค่าแรง หรือค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งมีผลกระทบอยู่บ้าง และหากปีนี้มีการปรับอีกรอบ โดยคำนวณจากระดับ 450 บาทตามนโยบายของพรรคการเมือง จะมีผลทำให้ต้นทุนราคาขายปรับขึ้นทันที 4-5% แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร
- หนี้ครัวเรือน ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย หรือกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยปัจจุบันหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ระดับประมาณ 15 ล้านล้านบาท หรือ 90% ของจีดีพี ทำให้ตลาดล่างกู้ยาก






