
“สถาบันลูกโลกสีเขียว” สานพลังชุมชนคนรัก “ดิน น้ำ ป่า” กู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม
“สถาบันลูกโลกสีเขียว” ภารกิจเชื่อมชุมชนแห่งการเรียนรู้ รักและผูกพัน “ดิน น้ำ ป่า พลังงาน” ผนึกกำลังกู้วิกฤติสิ่งแวดล้อม พร้อมปรับแผนปี 2566 ส่งเสริมชุมชนที่ยั่งยืนกว่าเดิม
ปัญหาความเสื่อมโทรมและล่มสลายของระบบนิเวศ ทั้งดิน น้ำ ป่า นับวันยิ่งส่งผลกระทบที่รุนแรงขึ้นจากปรากฎการณ์ต่าง ๆ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า กระทั่งมลพิษฝุ่น PM 2.5 และหากไม่ช่วยกันหาทางหยุดยั้งสาเหตุที่มาของปัญหาเหล่านี้ โลกของเราอาจต้องประสบกับความสูญเสียมหาศาล ถึงขั้นเข้าสู่การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 ดังนั้น ไม่เพียงแต่ตระหนักต่อปัญหาที่เกิดขึ้น การลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยลด บรรเทา ฟื้นฟู ป้องกัน และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างเร่งด่วน เมื่อเวลาของโลกใบนี้เริ่มนับถอยหลัง
นามที่ถูกเรียกขานโดยตลอดว่า “อิสานแล้ง” นั้น สร้างภาพจำถึงความแห้งแล้ง อดอยาก ทำมาหากินลำบากของพี่น้องในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงวันนี้ยังมีหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าวอยู่ ขณะที่ยังถูกซ้ำเติมด้วยภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมรุนแรง นับว่าเป็นโชคดีบ้าง เมื่อผู้คนหลายคนหลายกลุ่มเข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่อยู่บริเวณตอนล่างของภูมิภาค ซึ่งได้พึ่งพาอาศัยสายน้ำเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า “ลำชี” ไหลผ่าน
ลำชี ลำภาชี หรือลำน้ำชี ความหลากหลายของชื่อเรียกที่มีต้นน้ำจากเทือกเขาพนมดงรัก ทิวเขาพรมแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ก่อนลัดเลาะเข้าสู่ที่ราบแอ่งโคราช เกิดเป็นลำน้ำที่ไหลจากทิศใต้ขึ้นสู่ทิศเหนือ เหมือนเส้นแบ่งเขตทางธรรมชาติ ระหว่างจังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดสุรินทร์ ประกอบขึ้นด้วยชุมชนที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์ ได้แก่ ลาว เขมร และกูย ที่อยู่ร่วมกับลำน้ำสายนี้มายาวนาน ตลอดริมน้ำสร้างระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ที่สุดในภูมิทัศน์ที่เรียกว่า “ป่าริมน้ำ” และ “แหล่งน้ำ” ทั้งหนอง บึง กุดน้อยใหญ่ ประกอบด้วยด้วยพืชพรรณที่เติบโตได้สูงใหญ่ หนาแน่น ซับซ้อน และหลากหลาย เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ
สิ่งที่น่าสนใจมาก นั่นคือมีบุคคลและชุมชนที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ซึ่งเป็นรางวัลที่ยกย่อง เชิดชู เป็นต้นแบบการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตั้งกระจายอยู่ตลอดลำน้ำชีทั้งสองฝั่ง สถาบันลูกโลกสีเขียวเห็นถึงความสำคัญในการสร้างคนและเครือข่ายเพื่อการอนุรักษ์ จึงได้ริเริ่มและผลักดันการรวมพลังคนลำน้ำชี เรียนรู้การอนุรักษ์สายน้ำแห่งชีวิต จัดเวทีเสวนาเครือข่ายลำน้ำชี ระหว่างวันที่ 9-10 ธันวาคม 2565 ที่ศาลารำเบอะ ตำบลเชื้อเพลิง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
“หลายคนคงเห็นจากภาพข่าวเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม น้ำท่วม ภัยแล้ง และอีกมากมาย ที่ปัจจุบันรุนแรงมากขึ้น และเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะใกล้มาก ไม่ว่าจะเป็น ซึ่งทุกภาคส่วนมองเห็นตรงกันว่าควรเร่งแก้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นระดับโลกหรือระดับประเทศ” นางวรุตม์สุรางค์ ธรรมอารี ผู้อำนวยการสถาบันลูกโลกสีเขียว กล่าว
งานเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ผู้ก่อตั้งศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า รวมถึงชุมชน หน่วยงาน องค์กรภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา พร้อมทั้งผู้เกี่ยวข้องด้านการอนุรักษ์ใน 8 พื้นที่ตลอดสองฝั่งลำน้ำชีในจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ ประกอบด้วยกลุ่มต้นน้ำและปลายน้ำที่ได้รับรางวัลด้านการอนุรักษ์ในแต่ละปี ร่วมวงเสวนาในครั้งนี้
คุณวิสูตร อยู่คง ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการทรัพยากร และป่าไม้ กล่าวว่าลำน้ำชีเป็นจุดรวมทรัพยากรธรรมชาติที่มีความพิเศษมาก เรียกว่าย่อส่วนทุกระบบนิเวศของภาคอิสานมารวมไว้ นับแต่ต้นน้ำบริเวณพนมดงรักเป็นป่าดงเต็มไปด้วยต้นพะยูงขนาดใหญ่ กลางน้ำเป็นป่าโคก ป่าเต็งรังที่เป็นแหล่งอาหาร และปลายน้ำเป็นป่าทาม ป่าริมน้ำที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณและพันธุ์ปลาหลากหลาย
ในเวทีเสวนาที่มีการบรรยายให้ความรู้ความเข้าใจนิเวศในสายน้ำ ป่าริมน้ำ และการใช้ประโยชน์ ยังมีการระดมความคิดเห็นจากผู้ร่วมเสวนาถึงถานการณ์ ปัญหา ภัยคุกคาม และความร่วมมือกัน ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พบว่า ช่วงกลางน้ำเป็นพื้นที่ที่มีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ จากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของชุมชนที่เข้ามาอยู่อาศัย และขาดการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่ต้นน้ำและปลายน้ำสามารถดูแลรักษาและคงสภาพความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที ซึ่งจะต้องพัฒนาและขยายผลสร้างความร่วมมือในการอนุรักษ์ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นต่อไป ผลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความสำเร็จในการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่าของชุมชนและบุคคลที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ทำให้ผู้เข้าร่วมเวทีได้ทั้งความรู้แรงบันดาลใจ พร้อมปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดงานเสวนาเครือข่ายลำน้ำชี เป็นอีกหนึ่งบทบาทหนึ่งของสถาบันลูกโลกสีเขียว ในการเชื่อมประสานและสร้างความร่วมมือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนกับชุมชน หน่วยงาน องค์กรภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง หรือผู้สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นการต่อยอดภารกิจของสถาบันลูกโลกสีเขียวที่ได้รับการสนับสนุนจาก การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) เพื่อค้นหา ยกย่อง ชื่นชม และให้กำลังใจแก่คนทำดี ผู้ที่มีอุดมการณ์มั่นคงต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแบบอย่างความดี
ผู้อำนวยการสถาบันลูกโลกสีเขียวได้กล่าวทิ้งท้ายว่า สถาบันลูกโลกสีเขียวตระหนักถึงการเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ จึงได้เพิ่มภารกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนในการตั้งรับปรับตัว นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และสังคมคาร์บอนต่ำ มาใช้ในการปรับปรุง วางแผน และพัฒนาชุมชนให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น เป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลแก่ชุมชนอื่น ซึ่งไม่เพียงแก้ไขปัญหาในชุมชน หรือประเทศเท่านั้น แต่เป็นโอกาสและทางออกให้แก่โลกใบนี้อีกด้วย






