พปชร.เดินหน้าสมาร์ทซิตี้ ดันใช้บิ๊กดาต้า หนุนเอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ

07 มีนาคม 2566

"ชัยวุฒิ" เดินหน้าสร้างสมาร์ทซิตี้ทุกภาคทั่วไทย ดันใช้บิ๊กดาต้าหนุนเอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ เร่งพัฒนาความสามารถด้านเทคโนโลยีให้เยาวชนไทย

เครือเนชั่น จัดสัมมนา อนาคตประเทศไทย : นวัตกรรมขับเคลื่อนประเทศ ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ โดยในช่วงเปิดนโยบายพรรคการเมือง มีตัวแทนร่วมแสดงวิสัยทัศน์ที่จะผลักดัน “นวัตกรรมนำไทย เชื่อมโลก”


นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  (พปชร.) กล่าวว่า  เราต้องเชื่อมประเทศไทยให้เข้าสู่เวทีการค้าโลกให้ได้  ดังนั้นความท้าทายของการใช้นวัตกรรมไทยเชื่อมไทยสู่เวทีโลก  ดูข้อมูลจากผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัล ประจำปี 2565 จะเห็นว่า ประเทศที่มีรายได้สูงและเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วมีจีดีพี จะมีความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลสูง   เพราะสามารถนำดิจิทัล เทคโนโลยีไปใช้ ในการทำธุรกิจในรูปแบบต่างๆ 


ขณะที่ไทยติดในประเทศที่ติดกับดับรายได้ปานกลาง  ด้านดิจิทัลเราอยู่ในอันดับ 40 ไม่ค่อยดีเท่าทีควร ซึ่งพยายามแก้ไขอยู่ อย่างไรก็ตามที่เราได้อันดับ 40  แต่มีอันดับที่ดีมากคือ อันดับที่ 20 คือ ดิจิทัลเทคโนโลยี เรามีโครงสร้างพื้นฐานมีการนำเทคโนโลโย ดิจิทัล มาใช้อยู่ในอันดับที่ 20 ซึ่งถือว่าดี แต่พอไปเฉลี่ยกับด้านอื่นๆ เช่นบุคลากร การศึกษา การวิจัย และธุรกิจต่างๆ อยู่ในอันดับต่ำ จึงถูกดึงให้อยู่อันดับ 40
 

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

นายชัยวุฒิ  กล่าวว่า เทคโนโลยีต่างๆที่เข้ามาในเมืองไทย ที่เราต้องติดดตามเรื่อง IoT, AI, Big Data รวมทั้งการใช้เทเลคอม สมัยใหม่ ซึ่งตอนนี้ถึงยุค 5 จี  ตอนนี้มีการพัฒนาและครอบคลุมไปทุกพื้นที่แล้ว  สิ่งที่พรรคพปชร. มองคือ สิ่งที่จะทำให้ขับเคลื่อนต้องนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในการพัฒนาประเทศ ในทุกด้าน 

ที่ผ่านมาสิ่งที่เห็นภาพชัดคือเรื่องของการสร้าง"สมาร์ทซิตี้" ที่รัฐบาลต้องการที่จะกระจายความเจริญทางเทคโนโลยีในพื้นที่ส่วนภูมิภาค ให้คนไทยไม่ว่าอยู่ส่วนไหนของประเทศก็สามารถสร้างธุรกิจได้ จะทำให้ทุกเมืองทันสมัยน่าอยู่ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ช่วยลดเความเลื่อมล้ำ กระจายความเจริญ  

วันนี้เรามีสมาร์ทซิตี้ เกิดขึ้นหลายพื้นที่  ถ้าทำทุกเมืองให้เป็นสมาร์ทซิตี้ มี นำบิ๊กดาต้าไปใช้การบริหารจัดการเมือง จะเกิด 2 อย่างคือ กระจายความเจริญ และธุรกิจใหม่ๆคือสตาร์ทอัพ และ เอสเอ็มอี

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  

 นายชัยวุฒิ  กล่าวว่า ที่สำคัญที่สุดคือการนำนวัตกรรมไปใช้ทางเศรษฐกิจและสังคม ต้องมอง 4  เรืองคือ  โครงสร้างพื้นฐานและสร้างรากฐาน /ขับเคลื่อนนโยบาย /ผลักดันมาตรการ  และเชื่อมโยงพันธมิตร

ในการขับเคลื่อนนโยบาย ยกตัวอย่างการใช้อินเตอร์เน็ต เราต้องวาง 5 จีให้ทั่วประเทศ ซึ่งวันนี้ให้ความมั่นใจได้ว่าอินเตอร์เน็ตของเมืองไทยมีการคลอบคลุมพื้นที่ไม่แพ้ชาติใดในโลกแน่นอน ความเร็วติดอันดับต้นๆ บางประเทศอินเตอร์เน็ตยังสู้ไทยไม่ได้ วันนี้จึงต้องขับเคลื่อนนโยบายให้คนนำไปใช้ให้มากที่สุด 


ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลได้ลงมือทำไปแล้วคือ Health Link หรือการใช้ข้อมูลจากบิ๊กดาต้าเชื่อมโยงข้อมูลด้านสาธารณสุข ผ่านงบ 1,500 ล้านบาท เพื่อให้คนไทยใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวก็สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งรัฐได้ทุกแห่ง 
 

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

นอกจากนี้ การเข้าดูข้อมูลได้จากทุกที่จะกลายเป็นรากฐานด้านบิ๊กดาต้าของวงการสาธารณสุขแล้ว ยังมองเรื่องของการใช้บิ๊กดาต้าผลักดันโครงการให้แก่ภาคธุรกิจ ทั้งเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพให้เข้ามาทำธุรกิจในไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยได้ลงมือช่วยเหลือเรื่องภาษีดิจิทัลในหลายรูปแบบทั้งเรื่องของภาษีการจ้างงาน ภาษีคริปโต โทเคนดิจิทัล รวมทั้งลดภาษีให้แก่ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย เพื่อเพิ่มโอกาสในการดึงคนเก่งๆ เข้ามาในประเทศและช่วยพัฒนาความสามารถของคนไทย


การส่งเสริมเรื่องเทคโนโลยี นวัตกรรม คิดว่าทุกพรรคมองไม่ต่างกันเพราะไม่ใช่ทางเลือก ทุกคนต้องทำเหมือนกันหมด  เทคโนโลยีเปลี่ยน เราต้องเปลี่ยนตาม แต่สิ่งที่อาจไม่เหมือนกันคือเรากล้าทำแค่ไหน เพราะวันนี้ เทคโนโลยีไม่ได้เปลี่ยนแค่เศรษฐกิจ สังคม แต่วันนี้คนไทยและการเมืองก็ต้องเปลี่ยนตามเทคโนโลยี

“เราอย่ามองเรื่องนวัตกรรมเป็นแค่เรื่องของเศรษฐกิจ แต่เราต้องมองว่าจะทำอย่างไรจะเปลี่ยนนวัตกรรม เราต้องก้าวตามให้ทัน แล้วนำนวัตกรรมมาสร้างเศรษฐกิจของคนไทยให้ได้”