thansettakij
thansettakij
ครม.เปิด 3 เกมใหญ่ ปฏิรูปประกันสังคม รีดภาษี EV-อัดงบปั้นอีสาน

ครม.เปิด 3 เกมใหญ่ ปฏิรูปประกันสังคม รีดภาษี EV-อัดงบปั้นอีสาน

04 พ.ย. 69 | 07:14 น.
อัปเดตล่าสุด :04 พ.ย. 69 | 07:25 น.

ครม.เปิด 3 เกมใหญ่ ปฏิรูปประกันสังคม รีดภาษี EV-อัดงบปั้นอีสาน : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4250

KEY

POINTS

  • ครม.เห็นชอบร่างกฎหมายปฏิรูปประกันสังคม โดยขยายอายุผู้ประกันตน ม.33 เป็น 65 ปี, ให้สิทธิเลือกรับบำเหน็จหรือบำนาญ และนำเงินชราภาพบางส่วนมาใช้ก่อนได้
  • อนุมัติการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่นำเข้าทั้งคันเป็น 35% มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2570 เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการผลิตในประเทศ
  • อนุมัติงบประมาณกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท สำหรับ 36 โครงการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1

การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ครั้งที่ 2/2569 ณ จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 มีวาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและภาคธุรกิจหลายเรื่อง แต่หากพิจารณาจากผลกระทบในวงกว้าง สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลักที่ต้องจับตา ได้แก่ 1.การปฏิรูปกฎหมายประกันสังคม 2.การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้า และ 3.การผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ทั้งสามประเด็นมีความสำคัญแตกต่างกัน 

ขยายอายุผู้ประกันตน ม.33 ถึง 65 ปี 

หนึ่งในมติที่มีผลต่อประชาชนจำนวนมากที่สุด คือ การเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามข้อเสนอของกระทรวงแรงงาน เพื่อปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2533 ให้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดแรงงานและสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัว 

สาระสำคัญของการปรับปรุงครั้งนี้ อยู่ที่การเพิ่มความยืดหยุ่นด้านสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะกรณี “ชราภาพ” ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ประกันตนให้ความสนใจมาอย่างต่อเนื่อง

ร่างกฎหมายกำหนดให้ขยายอายุขั้นสูงของลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จากเดิมไม่เกิน 60 ปี เป็นไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ เพื่อรองรับแรงงานสูงอายุ ที่ยังมีความสามารถในการทำงาน และต้องการอยู่ในระบบการจ้างงานต่อไป  

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ การเปิดทางให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน สามารถเลือกรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพได้ทั้งรูปแบบบำเหน็จหรือบำนาญ เมื่อมีอายุครบ 55 ปี หรือเมื่อสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด 

หลักการนี้เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถวางแผนการเงินหลังเกษียณได้เหมาะสมกับสถานการณ์ชีวิตของตนเองมากขึ้น

อีกประเด็นที่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสภาพคล่องทางการเงินของผู้ประกันตน คือ การเปิดช่องให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 60 เดือน สามารถนำเงินชราภาพบางส่วน มาใช้ก่อนกำหนดในกรณีที่เกิดภัยพิบัติร้ายแรง หรือ ใช้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินกับสถาบันการเงินที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคม

โดยกำหนดวงเงินไม่เกิน 30% ของเงินชราภาพ และไม่เกิน 2 เท่าของฐานค่าจ้างขั้นสูง, ร่างกฎหมายยังเสนอเพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน จากเดิม 50% เป็นไม่เกิน 70% ของค่าจ้าง 

พร้อมขยายสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตรต่อเนื่องอีก 6 เดือนหลังออกจากงาน และปรับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตรให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน  

อีกส่วนคือ การเปิดทางให้ผู้รับบำนาญชราภาพที่ออกจากงานแล้ว แต่ยังต้องการความคุ้มครอง สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนต่อได้ โดยรัฐสมทบ 1 ส่วน และผู้ประกันตนสมทบ 2 ส่วน ครอบคลุมกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต  

ขั้นตอนต่อจากนี้ ร่างกฎหมายจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป 

รีดภาษี EV นำเข้าเป็น 35%  

อีกหนึ่งมติที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคโดยตรง คือ การเห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งคัน โดยกำหนดอัตราภาษีใหม่เป็น 35% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป 

การปรับอัตราครั้งนี้ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้า 2 กลุ่ม ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV (รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่อย่างเดียวและขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า) และ รถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง หรือ REEV (รถยนต์แบบพลังงานผสมเชื้อเพลิงและไฟฟ้า ที่สามารถชาร์จได้ และขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น) จากเดิมที่รถยนต์ BEV เสียภาษีสรรพสามิต 10% และ REEV เสียภาษี 15% จะถูกปรับเป็น 35% เท่ากัน 

เป้าดึงลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เปิดเผยถึงเหตุผลในการปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าว มีเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

1.การนำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุน โดยต้องการให้การนำเข้ารถยนต์เชื่อมโยงกับการลงทุนในกระบวนการผลิตภายในประเทศ 

2.การผลักดันไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาคและระดับโลก

3.การเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนภายในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มการจ้างงานคนไทย

“การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสินค้ารถยนต์ครั้งนี้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันของรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนและการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ โดยผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนในประเทศจะได้รับประโยชน์โดยตรง  ทั้งด้านการผลิต การจ้างงาน ตลอดห่วงโซ่อุปทานและสร้างประโยชน์ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของประเทศไทย” นายเอกนิติ ระบุ

ผู้บริโภคเผชิญแรงกดดันราคา

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ประชาชนจับตามากที่สุด คือ ราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ในปี 2570 โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นที่นำเข้าทั้งคันและยังไม่มีฐานการผลิตในประเทศไทย เพราะเมื่อภาระภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการอาจต้องพิจารณาว่าจะรับภาระต้นทุนส่วนเพิ่มไว้เอง ปรับลดส่วนลดทางการตลาด หรือ ส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาจำหน่ายต่อผู้บริโภค

อีกโจทย์คือ หากการปรับภาษีทำให้รถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นมีราคาสูงขึ้นมากเกินไป อาจส่งผลต่อความสามารถในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของประชาชน 

                                ครม.เปิด 3 เกมใหญ่ ปฏิรูปประกันสังคม รีดภาษี EV-อัดงบปั้นอีสาน

เคาะ 3.5 หมื่นล้านพัฒนาอีสาน 

เรื่องต่อมา แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.สัญจร เห็นชอบข้อเสนอโครงการและมาตรการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 แบ่งการจัดลำดับโครงการออกเป็น 2 ระยะหลัก คือ มาตรการเร่งด่วน (Quick Win) และโครงการระยะยาว รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ วงเงินงบประมาณรวมกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท 

มีข้อเสนอมาตรการเร่งด่วน (Quick Win)  จำนวน 21 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 950,515,300 บาท และข้อเสนอเพื่อดำเนินการในระยะยาว จำนวน 15 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 34,113,810,700 บาท 

ที่ประชุม ครม.สัญจรได้มอบหมายภารกิจให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจัดลำดับความสำคัญของโครงการ จัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนเดินหน้าโครงการตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ในการพิจารณาของ ครม.พบว่า ข้อเสนอของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ได้มีการจัดลำดับกรอบโครงการออกเป็น 2 ระดับระยะเวลาได้แก่ 

1.ข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อน (Quick Win / ระยะสั้น) ที่มุ่งเน้นโครงการที่มีความพร้อมสูงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับชุมชน จำนวนรวม 21 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 950,515,300 บาท 

มีโครงการสำคัญ เช่น โครงการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตโคขุนลุ่มน้ำโขง สู่เกษตรแปรรูปมูลค่าสูงกลุ่มสบายดี, โครงการส่งเสริมการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหารกลุ่มสบายดี และโครงการจ้างที่ปรึกษาสำรวจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเวนคืน โครงการพัฒนาท่าอากาศยานบึงกาฬ เป็นต้น

2.ข้อเสนอเพื่อดำเนินการในระยะยาว มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับระบบโลจิสติกส์ การแพทย์ และการท่องเที่ยวระดับสากล มีจำนวนรวม 15 โครงการ วงเงินงบประมาณรวมกว่า 3.4 หมื่นล้านโครงการสำคัญ เช่น โครงการก่อสร้างทางหลวง 4 ช่องจราจรทางหลวงแนวใหม่ เชื่อม ทล.2 - ทล.222 (อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี – จ.บึงกาฬ) วงเงิน 27,085,956,900 บาท

โครงการศึกษาความเหมาะสมสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 7, โครงการพัฒนาศูนย์เชี่ยวชาญระดับพรีเมี่ยมสาขาโรคหัวใจและการปลูกถ่ายอวัยวะ โรงพยาบาลอุดรธานี งบประมาณ 622,867,700 บาท และโครงการก่อสร้างกระเช้าภูกระดึง งบประมาณ 1,757,950,000 บาท เป็นต้น

วัดฝีมือรัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 

เมื่อพิจารณาทั้ง 3 ประเด็น เรื่องประกันสังคม เป็นโจทย์การสร้างหลักประกันทางเศรษฐกิจให้กับแรงงานและประชาชนในสังคมสูงวัย โดยต้องทำให้ระบบมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ยังรักษาความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว 

เรื่องภาษี EV เป็นโจทย์การรักษาฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี รัฐบาลต้องทำให้เกิดการลงทุนและการผลิตจริง ไม่ใช่เพียงเพิ่มต้นทุนให้กับสินค้านำเข้า ขณะเดียวกันต้องไม่ผลักภาระไปยังผู้บริโภคมากเกินไป 

ส่วนแผนพัฒนาอีสานตอนบน เป็นโจทย์การกระจายความเจริญและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ภูมิภาค  

ความสำเร็จของการประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนมติ หรือ วงเงินโครงการที่ประกาศออกมา แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะสามารถเปลี่ยนนโยบาย ให้เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริง และก่อประโยชน์ต่อประชาชนมากน้อยเพียงใด...  
 

รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ  ฉบับ 4250