thansettakij
thansettakij
รัฐบาลยันงบกลางปี 70 เหลือ 9.9 หมื่นล้านบาท พร้อมเยียวยาน้ำท่วม

รัฐบาลยันงบกลางปี 70 เหลือ 9.9 หมื่นล้านบาท พร้อมเยียวยาน้ำท่วม

19 ต.ค. 69 | 05:13 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ต.ค. 69 | 05:19 น.

“ภราดร”ยันงบเยียวยาน้ำท่วมปี 69 จำนวน 4.7 พันล้านบาทใช้หมดแล้ว ลั่นมีงบกลางปี 70 อีก 9.9 หมื่นล้านบาท ดูแลผู้ประสบภัยได้ทั่วถึง คาดใช้งบเพิ่มหมื่นล้าน รอ ปภ.สรุปชง ครม.

KEY

POINTS

  • รัฐบาลยืนยันมีงบกลางปี 2570 เหลืออยู่ 99,000 ล้านบาท ซึ่งพร้อมนำมาใช้เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ
  • งบประมาณเยียวยาน้ำท่วมก้อนแรกจำนวน 4,700 ล้านบาทได้ถูกใช้จ่ายไปหมดแล้ว รัฐบาลจึงจะพิจารณาใช้งบกลางเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เหลือ
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กำลังรวบรวมข้อมูลผู้ประสบภัยที่ยังตกค้างเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือต่อไป
  • คาดว่าอาจต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมในระดับหมื่นล้านบาทเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบกว่าหนึ่งล้านครัวเรือน

วันที่ 19 ต.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านออกมาระบุงบประมาณสำหรับเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมหมดแล้วว่า รัฐบาลได้จัดสรรเงินส่วนแรกไว้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา จำนวนประมาณ 4,700 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งขณะนี้ได้ใช้จ่ายหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับประชาชนที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา รัฐบาลจะพิจารณาใช้งบกลางของปีงบประมาณ 2570 ซึ่งมีวงเงินประมาณ 99,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและมีความจำเป็นเร่งด่วน โดยงบประมาณส่วนนี้ไม่ได้กำหนดไว้สำหรับภารกิจใดภารกิจหนึ่งโดยเฉพาะ แต่สามารถนำมาใช้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดได้

นายภราดร ยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทุกคนอย่างเสมอภาค โดยผู้ประสบภัยที่ยังไม่ได้รับเงินจะได้รับการพิจารณาช่วยเหลือตามขั้นตอน พร้อมระบุว่า นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลผลักดันโครงการประกันภัยพิบัติครัวเรือน ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 เนื่องจากแต่ละปีรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย

สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ยังตกค้าง นายภราดร คาดว่า ภายในสัปดาห์นี้ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะรวบรวมและสรุปจำนวนผู้ที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยในหลักการ นายกรัฐมนตรีและ ครม.ไม่ได้มีปัญหากับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทุกคน แต่ต้องรอข้อมูลที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะสามารถนำเรื่องเข้าสู่การประชุม ครม.ในวันที่ 20 ต.ค.นี้ได้ทันหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับ ปภ.ว่าจะรวบรวมข้อมูลได้แล้วเสร็จทันเวลาหรือไม่ เนื่องจากกระบวนการต้องเริ่มจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจังหวัดลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย ก่อนส่งข้อมูลให้ ปภ.ตรวจสอบและสรุปตัวเลขเพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ต่อไป

นายภราดร กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลที่สอบถามในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และ สิงห์บุรี พบว่า การจ่ายเงินเยียวยามีความคืบหน้าไปมาก และประชาชนได้รับเงินแล้วมากกว่า 90% อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอการตรวจสอบยอดผู้ประสบภัยที่เหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างครบถ้วน

ส่วนกรณีที่มีการประเมินว่า รัฐบาลอาจต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมถึง 10,000 ล้านบาทหรือไม่นั้น นายภราดร ระบุว่า จากข้อมูลที่ปรากฏตามข่าว มีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่าหนึ่งล้านครัวเรือน จึงคาดการณ์ได้ว่าเม็ดเงินที่ต้องใช้เยียวยาเพิ่มเติมอาจอยู่ในระดับหลักหมื่นล้านบาท แต่ตัวเลขที่แน่นอนต้องรอ ปภ.รวบรวมข้อมูลและเสนอเข้ามาตามขั้นตอนก่อน 

เมื่อถามถึงความเพียงพอของงบประมาณในช่วงที่โครงการประกันภัยพิบัติครัวเรือนเพิ่งเริ่มต้น นายภราดร กล่าวว่า การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในการผลักดันนโยบายซื้อประกันภัยให้ประชาชนทั่วประเทศจำนวน 30 ล้านครัวเรือน ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะจะช่วยสร้างหลักประกันให้ประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ และลดภาระการใช้งบประมาณของรัฐบาลในการจ่ายเงินเยียวยาจำนวนมากในแต่ละปี

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่านายกรัฐมนตรีอาจนำงบกลางมาใช้เร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาระบบระบายน้ำและการแก้ไขปัญหาอื่น ๆ นั้น นายภราดรกล่าวว่า การใช้งบกลางต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยต้องเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น ฉุกเฉิน และเร่งด่วน รวมถึงเป็นโครงการที่ไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ในงบประมาณรายจ่ายปกติ

ทั้งนี้ หากเป็นโครงการที่มีวงเงินต่ำกว่า 100 ล้านบาท และนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ก็สามารถดำเนินการใช้งบกลางได้ตามหลักเกณฑ์ แต่ท้ายที่สุดต้องพิจารณาว่าโครงการดังกล่าวมีความจำเป็นเร่งด่วนมากน้อยเพียงใด และเข้าเงื่อนไขการใช้งบกลางหรือไม่