thansettakij
thansettakij
อดีตผู้พิพากษาชี้ “หมอสรณ” หมดอำนาจ เปืดประชุม กสทช. 1–2 ต.ค. เสี่ยงคดีอาญา

อดีตผู้พิพากษาชี้ “หมอสรณ” หมดอำนาจ เปืดประชุม กสทช. 1–2 ต.ค. เสี่ยงคดีอาญา

29 ก.ย. 69 | 12:17 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ก.ย. 69 | 12:28 น.

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา ชี้คำพิพากษาศาลปกครองกลางทำ “หมอสรณ” หมดอำนาจประธาน กสทช. เตือนฝืนนัดประชุม 1–2 ต.ค. เสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญา

KEY

POINTS

  • นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษา ชี้ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หมดอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. แล้ว หลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง
  • คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ระบุว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ จึงมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายทันที เนื่องจากศาลไม่ได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับ
  • การเดินหน้าจัดประชุม กสทช. ในวันที่ 1-2 ต.ค. ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญา

นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้สัมภาษณ์ถึงข้อกฎหมายกรณีคุณสมบัติและอำนาจหน้าที่ของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีความชัดเจนทางกฎหมายแล้ว หลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569

นายวัส กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ นพ.สรณ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง พร้อมคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง ส่งผลให้คำร้องขอทุเลาการบังคับก่อนการพิพากษาตกไปในตัว เนื่องจากไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับจากศาล

 

ชี้คำสั่งสรรหา กสทช. ยังมีผลบังคับ

นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

นายวัส ระบุว่า เมื่อไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับจากศาล คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ชี้ว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ จึงถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลและมีสภาพบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ทันที แม้ฝ่าย นพ.สรณ จะสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ก็ตาม แต่ตราบใดที่ไม่มีคำสั่งทุเลา คำสั่งทางปกครองเดิมยังคงมีผลบังคับใช้

“เมื่อไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับจากศาล คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ชี้ว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ จึงถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลชอบด้วยกฎหมายและมีสภาพบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ทันที แม้ว่าฝ่าย นพ.สรณ จะสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ก็ตาม แต่ตราบใดที่ไม่มีคำสั่งทุเลา คำสั่งทางปกครองเดิมก็ยังมีผลบังคับอยู่อย่างชัดเจน” นายวัส ระบุ

 

เตือนเดินหน้าประชุม 1–2 ต.ค. เสี่ยงคดีอาญา

นายวัส กล่าวต่อว่า นพ.สรณ ไม่มีอำนาจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธาน กสทช. อีกต่อไป ดังนั้น การที่ นพ.สรณ ร่วมกับ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาเลขาธิการ กสทช. กำหนดนัดประชุม กสทช. ในวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม 2569 จึงเป็นการกระทำที่นายวัสเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก นพ.สรณ หมดอำนาจในการสั่งการแล้ว

หาก นพ.สรณ และรักษาการเลขาธิการ กสทช. ยังคงปฏิบัติหน้าที่หรือจัดประชุมต่อไป นายวัสระบุว่า อาจเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญา โดยกรรมการ กสทช. รายอื่นสามารถดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายได้

นายวัส กล่าวว่า ในประเด็นนี้ นพ.สรณ ต้องเผชิญข้อพิจารณาทางกฎหมาย 2 ขั้น ได้แก่ ขั้นของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่มีคำวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติ และขั้นของศาลปกครองกลางที่มีคำพิพากษาในวันที่ 25 กันยายน 2569

ปมคุณสมบัติเริ่มก่อนเข้ารับตำแหน่ง

สำหรับปัญหาคุณสมบัติ นายวัสระบุว่า เกิดขึ้นตั้งแต่ 1 วันก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง เนื่องจาก นพ.สรณ ไม่ได้ลาออกจากทุกตำแหน่งอย่างเสร็จสิ้น แม้จะลาออกจากตำแหน่งพนักงานของโรงพยาบาลรามาธิบดี แต่ยังคงมีสถานะเป็นลูกจ้างรับค่าจ้างอยู่

ส่วนการอ้างเหตุผลว่าต้องดูแลรักษาคนไข้โรคหัวใจอย่างต่อเนื่อง นายวัสเห็นว่า ไม่สามารถนำมาเป็นข้อยกเว้นทางกฎหมายได้ เพราะตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการในองค์กรอิสระหรือ กสทช. ต้องลาออกจากทุกตำแหน่งล่วงหน้า เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

ชี้ปัญหากระทบการทำงานของ กสทช.

นายวัส ระบุว่า กสทช. เป็นองค์กรกลุ่มตามกฎหมายเฉพาะ และปัญหาความล่าช้าและความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มาจากกรณีประธาน กสทช. และรักษาเลขาธิการ กสทช. ดำเนินการร่วมกัน จนส่งผลกระทบต่อการทำงานขององค์กร

ทั้งนี้ นายวัสระบุว่า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย กสทช. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องจนสุดทางแล้ว โดยได้นำความขึ้นทูลเกล้าฯ ให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว