thansettakij
thansettakij
ศาลสั่งประหารชีวิต “สุนทร วิลาวัลย์” ลดโทษเหลือคุกตลอดชีพ คดีสังหาร สจ.โต้ง

ศาลสั่งประหารชีวิต “สุนทร วิลาวัลย์” ลดโทษเหลือคุกตลอดชีพ คดีสังหาร สจ.โต้ง

24 ก.ย. 69 | 06:45 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.ย. 69 | 06:54 น.

ศาลอาญาสั่งประหารชีวิต “โกทร - สุนทร วิลาวัลย์” พร้อมพวก 4 คน คดีสังหาร “สจ.โต้ง” แต่ให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ชดใช้กว่า 8 แสนบาท

KEY

POINTS

  • ศาลพิพากษาประหารชีวิต นายสุนทร วิลาวัลย์ และพวกรวม 4 คน ในคดีร่วมกันฆ่า "สจ.โต้ง" แต่มีเหตุให้ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
  • ศาลชี้ว่า การกระทำไม่เข้าข่ายฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เนื่องจากไม่ได้มีการวางแผน และผู้ตายเป็นฝ่ายเดินกลับเข้ามาในบ้านเอง จึงเป็นเหตุให้ลดโทษ
  • หลักฐานสำคัญ คือ ผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ที่พบคราบเขม่าดินปืน ซึ่งยืนยันว่า นายสุนทร เป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงมือยิงผู้ตาย
  • นอกจากโทษจำคุก นายสุนทร และ จำเลยที่ถูกตัดสินว่าผิดต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตกว่า 8 แสนบาท

วันที่ 24 กันยายน 2569 ที่ห้องพิจารณาคดี 914 ศาลอาญา รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีร่วมกันฆ่า นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ "สจ.โต้ง" หมายเลขดำ อ629/2568 ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง 

นายธนศรัณย์กรณ์ เตชะธนัตถ์โชติ จำเลยที่ 1 

นายศักดิ์สิทธิ์ หรือตูน ชินวงษ์ จำเลยที่ 2 

นายธนภัทร หรือแนว ส่งแสง จำเลยที่ 3 

นายอภิสิทธิ์ หรือบาส สดชื่น จำเลยที่4 

นายสิทธิชัย หรือจิ้ม ศรีภักดี จำเลยที่ 5 

นายภัทรนนท์ หรืออ๊อฟ บุญชู จำเลยที่ 6 

นายสุนทร วิลาวัลย์ หรือ โกทร อดีตนายก อบจ.ปราจีนบุรี และอดีต รมช.สาธารณสุข จำเลยที่ 7 

และ น.ส.มินช์ญารัศน์หรือเมย์ พชระมารกุล จำเลยที่ 8 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ และ พ.ร.บ.อาวุธปืน เหตุเกิดเมื่อช่วงปลายปี 2567

อัยการโจทก์ฟ้องสรุปว่า คืนวันที่ 11 ธันวาคม 2567 นายสุนทร ได้สั่งให้จำเลยอื่นใช้อาวุธปืนยิง นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ สจ.โต้ง ปราจีนบุรี 22 นัดเสียชีวิต ภายในบ้านเลขที่ 21/1 ถ.วัดโรมันอุทิศ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ของ นายสุนทร วิลาวัลย์ หรือ โกทร อดีตนายก อบจ.ปราจีนบุรี และ อดีต รมช.สาธารณสุข

ช่วงเช้าวันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวจำเลยทั้ง 8 คน มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและทัณฑสถานหญิงกลาง โดยพบว่า นายสุนทร หรือ โกทร จำเลยที่ 7 ใส่แว่นตาดำ แต่งกายชุดนักโทษ ตามกฎระเบียบของราชทัณฑ์ และนั่งรถเข็นวีลแชร์ โดยมีลูกน้องหนึ่งในจำเลยเป็นผู้เข็นให้ ทันทีที่เข้ามาในห้องพิจารณาคดี นายสุนทร ไม่ได้ใส่เครื่องพันธนาการ ก่อนยกมือไหว้ยิ้มทักทาย คนที่มาร่วมฟังการพิจารณาคดี

เมื่อถึงเวลานัด ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วรับฟังเป็นข้อยุติว่า เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2567 ผู้ตาย หรือ สจ.โต้ง พร้อมพวกอีกประมาณ 20 คน ได้เดินทางมาที่บ้านของจำเลยที่ 7 หรือ นายสุนทร ที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับ สนับสนุนให้ภรรยาของผู้ตายลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี 

โดยมีพยานเบิกความว่า ผู้ตายได้เข้าไปหาจำเลยที่ 7 เพียงคนเดียวก่อนที่จำเลยที่ 7 ได้ลงมาจากบริเวณชั้น 2 ของบ้าน และลงมาพูดคุยกับผู้ตายในลักษณะโต้เถียงกัน จนจำเลยที่ 7 ร้องไห้ ก่อนที่ผู้ตายจะก้มกราบ ก่อนที่ผู้ตายจะเดินออกมาจากบริเวณบ้าน ระหว่างที่รอประตูรั้วเปิดผู้ตายเปลี่ยนใจ และตัดสินใจเดินกลับเข้าไปภายในบ้านโดยใช้ประตูด้านข้างสระว่ายน้ำ พยานเบิกความอีกว่าหลังผู้ตายเข้าไปนานกว่า 20 นาที ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมากกว่า 10 นัด และมีคนตะโกนว่าผู้ตายถูกยิง จึงได้มีการตะโกนบอกฝั่งพรรคพวกของผู้ตาย ให้เตรียมรถนำตัวผู้ตายไปส่งที่โรงพยาบาล

แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นการกระทำความผิด แต่ได้มีการนำพยานแวดล้อมจากตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบวิถีกระสุนปืน และเขม่าดินปืน ซึ่งได้นำหลักฐานที่เก็บจากกลุ่มคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และมีการจำลองการยิงในที่เกิดเหตุ หลาบแบบ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่า ผู้ใดเป็นคนยิงและผู้ใดอยู่ใกล้ ไกล จากระยะการยิง

จากผลการจำลองมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1, 2 ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง ศาลสอดคล้องกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1, 2 ประกอบในร่างของผู้ตายมีกระสุน 2 แบบ ส่วนจำเลยที่ 4 อ้างว่าตัวเองไปหลบอยู่ภายในห้องเก็บของ แต่จากการจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ รวมถึงคราบเขม่าดินปืนที่ติดอยู่กับตัวจำเลยที่ 4 จึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 4 อยู่ในบริเวณที่ยิงกัน และจำเลยที่ 4 เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 7 เคยสั่งว่าหากผู้ตายมาที่บ้าน “ให้ฟาดมันเลย”ทำให้เชื่อได้ว่า ตัวการร่วมกันกระทำความผิด

จากการตรวจสอบเขม่าดินปืนของ จำเลยที่ 7 พิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 7 ได้ใช้อาวุธปืนของจำเลยที่ 2 ที่เป็นอาวุธปืนลูกซองยาวมายิง 3 นัด ทำให้เชื่อได้ว่า ตัวการร่วมกันกระทำความผิดใช้อาวุธปืนยิง มีเจตนาฆ่าผู้ตาย

แต่การกระทำของ1, 2, 4, 7 ไม่เข้าข่ายการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เนื่องจากไม่ได้มีการประชุมวางแผนการ และผู้ตายเป็นคนเดินกลับเข้ามาหาเอง ประกอบกับจำเลยที่ 1, 2, 4 เป็นลูกน้องที่อยู่กับจำเลยที่ 7 ก่อนแล้วไม่ได้เรียกมารวมตัวกัน และไม่มีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ จึงไม่อาจบ่งชี้ว่าเป็นการวางแผนล่วงหน้า

ส่วนที่จำเลยที่ 7 อ้างว่า ตนได้ใช้อาวุธปืนยิงไปนอกบ้าน เพื่อข่มขู่ 3 นัด เป็นการยกข้ออ้างมาต่อสู้ในภายหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับเขม่าดินปืนจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟัง

และจำเลยที่ 3, 5 และ 6 จะเป็นตัวการร่วมด้วยหรือไม่นั้น โจทก์มีแค่เขม่าดินปืน ผลของการตรวจสอบดินปืน ซึ่งจำเลยที่ 3 มีเพียงคราบเขม่าดินปืนเล็กน้อย ส่วนจำเลยที่ 5 และ 6 ไม่พบคราบเขม่าดินปืน จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่า จำเลยทั้ง 3 คน ได้ร่วมลงมือ และฆ่าผู้ตาย จึงมีเหตุอันสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยทั้ง 3 คน

ส่วนจำเลยที่ 8 พบว่า มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในวันเกิดเหตุ ระหว่างขับรถผ่านหน้าบ้านของจำเลยที่ 7 พบว่า มีรถยนต์และคนจำนวนมากอยู่ที่หน้าบ้าน แชทแจ้งเตือนจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ได้รายงานให้ความหรือให้ความช่วยเหลือ พิจารณาหลักฐานทั้งหมด ไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 8 กระทำความผิด ความสงสัยจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย

ส่วนจำเลยที่ 1-7 กระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรหรือไม่นั้น คดีนี้พยานหลักฐานของโจทก์พิสูจน์ได้ว่า จำเลยที่ 1-7 ร่วมกันฆ่าผู้ตายเฉพาะหน้าไม่ได้มีการวางแผน และจำเลยที่ 1- 7 ไม่ได้มีการประชุมรับฟังคำสั่งแบ่งหน้าที่กระทำการสมคบคิดร่วมกันฆ่าผู้ตาย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ากระทำผิดฐานซ่องโจร

ส่วนเรื่องคำขอค่าสินไหมทดแทนจากผู้ร้อง ซึ่งคือ พี่ชายของผู้ตาย และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก ได้ขอค่าสินไหมทดแทนจากการทำพิธีปลงศพ โดยเป็นเงินจำนวนกว่าหนึ่งล้านบาท แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรให้จำเลยที่ 1, 2, 4, 7 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 801,400 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ส่วนจำเลยที่ 3, 5, 6, 8 ไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้

ศาลพิพากษาการกระทำของจำเลย 1, 2, 3, 4, 5, 7 ผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมตามกระทงความผิดไป ในฐานฆ่าผู้อื่น เป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นโทษหนักสุด ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1, 2, 4, 7 ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน แต่มีเหตุให้ลดโทษ เหลือจำคุกตลอดชีวิต และให้ร่วมกัน ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 801,400 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี

ส่วนจำเลยที่ 3 และ 5 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ให้จำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 8 เดือน ปรับ 7,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 5 เป็นเวลา 1 ปี 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 และ 5 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญามีกำหนดไว้ 2 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 6 และจำเลยที่ 8 ส่วนข้อหาสมคบกันซ่องโจรและข้อหาอื่น ๆ ให้ยกฟ้อง

นายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความของ น.ส.ณภาภัช อัญชสาณิชมน หรือ สจ.จอย ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า พูดมาตลอดว่าคนจะเบิกความโกหกยังไงก็ได้ แต่โกหกหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ไม่ได้ จากคำพิพากษามีเขม่าดินปืนในจำเลยที่ถูกกล่าวหา รวมถึงมีการจำลองเหตุการณ์ขึ้นมาและนำบุคคลแต่ละคนไปอยู่ตามจุดต่าง ๆ 

ในส่วนนี้ตนต้องขอขอบคุณกองปราบปรามที่รับคดีนี้มาและทำสำนวนอย่างรัดกุม ผลนิติวิทยาศาสตร์ออกมาชัดว่า นายสุนทร ซึ่งเป็นจำเลยที่ 7 เกี่ยวข้องด้วย จากคำพิพากษาเชื่อได้ว่า เป็นคนที่ร่วมยิงด้วยซ้ำ ถือว่า วันนี้ น.ส.ณภาภัช ก็ได้รับความเป็นธรรมจากศาล จากการที่สูญเสียสามีไป แต่ก็ยังไม่ทราบว่าในอนาคตจะมีการอุทธรณ์ฎีกาอีกหรือไม่ต้องรอดูต่อไป 

แต่ส่วนจำเลยที่มีการยกฟ้อง ก็ยอมรับคำพิพากษาของศาล ส่วนการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่จะต้องศึกษาจากตัวคำพิพากษาฉบับเต็มอีกครั้งหนึ่ง

“น.ส.ณภาภัช ได้กล่าวขอบคุณศาลและสื่อมวลชนทุกคนที่ตามเรื่องนี้ไม่ปล่อยให้เงียบ จนทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นในวันนี้”