
'อภิสิทธิ์' ย้ำจุดยืนค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ 4 จุดเสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ
'อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แก้ปัญหาพลังงาน ชี้ ขัดหลักการกฎหมาย-ไม่ตรงจุดแก้ปัญหาต้นเหตุ ทำหนี้สาธารณะเฉียดเพดาน 70% สับแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านหลังไร้ยุทธศาสตร์
KEY
POINTS
- 'อภิสิทธิ์' ชี้ว่าการออก พ.ร.ก. ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการลดทอนอำนาจการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ
- วิจารณ์ว่ามาตรการกู้เงินไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานที่ต้นเหตุได้จริง เป็นเพียงการเยียวยาระยะสั้น
- เตือนว่าการกู้เงินจะทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงเกือบชนเพดาน สร้างความเสี่ยงทางการคลังอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation)
- ระบุว่าแผนการใช้เงินเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดขาดความชัดเจนและยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม โดยพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีและละเลยทรัพยากรในประเทศ
26 สิงหาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ได้ระบุเหตุผลสำคัญ 4 ประการในการคัดค้าน พ.ร.ก.ฉบับนี้โดยระบุว่า เหตุผลประการแรก แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ตราขึ้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญแต่จากการศึกษาคำวินิจฉัยฉบับเต็มพบว่า พยานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน การคลัง ภาษีอากร และเศรษฐศาสตร์ จากสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ต่างให้ความเห็นสอดคล้องกับฝ่ายค้านว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่เข้าข่ายปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่จะต้องตราเป็น พ.ร.ก.
นอกจากนี้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังระบุว่า การพิจารณาความจำเป็นเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจากการอภิปรายและการชี้แจงของรัฐบาลพบว่า ยังขาดความพร้อมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการติดตามการใช้จ่ายเงินกู้ยังไม่สามารถประชุมได้ เนื่องจากรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในการกลั่นกรองโครงการ จึงถือเป็นการใช้ พ.ร.ก. เพื่อลดทอนอำนาจการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ
เหตุผลประการที่สอง นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานที่นำมาอ้างได้จริง เนื่องจากรัฐบาลเลือกแก้ปัญหาด้วยการกู้เงิน 2 แสนล้านบาทแรกมาจัดทำโครงการเยียวยา (ไทยช่วยไทย พลัส) แทนที่จะแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการลดต้นทุนด้านพลังงานและค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ทั้งนี้ ได้มีการยกตัวอย่างมาตรการเชิงโครงสร้างที่ควรดำเนินการ เช่น การบริหารจัดการภาษีสรรพสามิต เพื่อลดราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ในระดับเหมาะสมซึ่งใช้วงเงินน้อยกว่าการกู้เงินถึงเท่าตัว
รวมถึงการกำกับดูแลส่วนต่างค่าการกลั่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยพบว่า ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นจากระดับปกติ 2 บาทต่อลิตร ไปเป็น 5–11 บาทต่อลิตร แต่รัฐบาลกลับดึงเงินสมทบกลับมาเพียง 2.40 บาทต่อลิตร รวมถึงการปรับปรุงสูตรการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดกำไรส่วนเกินของผู้ผลิตไฟฟ้า และลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน นายอภิสิทธิ์ ยังระบุด้วยว่า การไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุทำให้ราคาน้ำมันดีเซลยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 38 บาทต่อลิตร โดยภาระยังคงตกอยู่กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและประชาชนในระยะยาว
ประการที่สาม นายอภิสิทธิ์ เตือนว่า การกู้เงินเพิ่มเติมอีก 4 แสนล้านบาท จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) พุ่งขึ้นชิดเพดานที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 ซึ่งเมื่อรวมกับภาระหนี้ที่รัฐบาลค้างชำระไว้กับสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะทำให้ศักยภาพทางการคลังของประเทศอยู่ในภาวะตึงตัวและมีความเสี่ยงสูงขึ้น พร้อมกันนี้ ได้ชี้ให้เห็นว่า สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์ การแก้ไขปัญหาภาวะนี้ต้องเน้นการบริหารจัดการต้นทุน ไม่ใช่การกู้เงินมาแจกจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นซึ่งจะทำให้ฐานะทางการคลังเปราะบางและเสี่ยงต่อวิกฤตในอนาคต
ประการสุดท้าย นายอภิสิทธิ์ ได้วิพากษ์วิจารณ์กรอบการใช้วงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทหลัง ที่อ้างว่า ใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด โดยเห็นว่าขาดการวางยุทธศาสตร์ที่เป็นระบบโดยต้องพึ่งพาอุปกรณ์ต่างประเทศ การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) แม้จะเป็นการใช้แสงแดดในประเทศ แต่ต้องนำเข้านำเข้าอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากการพึ่งพาน้ำมันมาเป็นการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีแทน
นอกจากนี้รัฐบาลยังขาดการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านไบโอดีเซลและปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นทรัพยากรการเกษตรภายในประเทศอย่างแท้จริง และสามารถส่งเสริมความร่วมมือกับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศได้ นอกจากนี้เป้าหมายการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนก็ไม่สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านกำลังคนและเวลาภายใต้อายุของ พ.ร.ก. ขณะที่การลงทุนระบบสายส่งยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า การลงทุนพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าจะทำเพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าของประชาชน หรือทำเพื่อป้อนพลังงานให้กับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center) ของภาคเอกชน
ด้วยเหตุผลทั้ง 4 ประการข้างต้นจึงไม่สามารถเห็นชอบกับการอนุมัติพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทฉบับนี้ได้ เนื่องจากเป็นมาตรการที่ไม่ตรงจุด เพิ่มภาระหนี้สาธารณะ และเสี่ยงต่อการเปิดช่องให้เกิดการทุจริตคอรัปชันหรือการใช้เงินกู้กองไว้โดยไม่ได้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ







