
“นิพนธ์”เฮ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องคดีค่ารถ 50 ล้านบาท
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง “นิพนธ์ บุญญามณี” คดี ม.157 ปมไม่จ่ายค่ารถ 2 คันกว่า 50 ล้าน ชี้สั่งตรวจสอบเพื่อประโยชน์ราชการ ไม่พบเจตนากลั่นแกล้งเอกชน
KEY
POINTS
- ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี คดีไม่จ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทาง 50 ล้านบาท สมัยเป็นนายก อบจ.สงขลา
- ศาลชี้ว่า การสั่งตรวจสอบรถเป็นการใช้อำนาจโดยชอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของราชการ และไม่พบเจตนากลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา
- เหตุผลสำคัญ คือ ไม่มีการเสนอ "ฎีกาเบิกจ่าย" ให้นายนิพนธ์อนุมัติตามขั้นตอน และยังมีข้อร้องเรียนเรื่องการฮั้วประมูลที่ต้องตรวจสอบ
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดี ป.ป.ช. ฟ้อง “นิพนธ์ บุญญามณี” อดีตนายก อบจ.สงขลา ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ม.157 กรณีไม่อนุมัติเบิกจ่ายค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ 2 คัน วงเงินกว่า 50 ล้านบาท ศาลเห็นการสั่งตรวจสอบและทดสอบรถอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายก อบจ. เพื่อรักษาประโยชน์ราชการ ขณะที่ยังมีข้อร้องเรียนเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง และไม่ปรากฏว่ามี “ฎีกาเบิกจ่าย” เสนอให้อนุมัติตามขั้นตอน จึงยังฟังไม่ได้ว่าจงใจกลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา พิพากษากลับคำตัดสินศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้อง
วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) เป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ จำนวน 2 คัน วงเงินกว่า 50 ล้านบาท ให้แก่บริษัทคู่สัญญา
คดีนี้ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกฟ้องนายนิพนธ์ โดยเห็นว่าจากพยานหลักฐานทั้งหมด ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้งให้บริษัทคู่สัญญาได้รับความเสียหาย
ศาลชี้สั่งตรวจสอบรถอยู่ในอำนาจนายก อบจ.
ประเด็นสำคัญที่ศาลอุทธรณ์นำมาพิจารณา คือ การที่ นายนิพนธ์ มีคำสั่งให้ตรวจสอบและทดสอบรถทั้ง 2 คันเพิ่มเติม ภายหลังมีการตรวจรับรถแล้ว โดยศาลเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจในฐานะ นายก อบจ.สงขลา ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่กำกับดูแลและสั่งการเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ
โดยเฉพาะเมื่อรถทั้ง 2 คันเป็นโครงการจัดซื้อที่มีวงเงินสูงกว่า 50 ล้านบาท แต่ปรากฏว่ามีใบตรวจรับเพียงแผ่นเดียว ศาลจึงเห็นว่า ย่อมมีเหตุอันควรให้จำเลยต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และความถูกต้องของรถก่อนที่จะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
การสั่งตรวจสอบดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นการใช้อำนาจยกเลิกผลการตรวจรับโดยพลการ แต่เป็นการดำเนินการในฐานะผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ารถที่จัดซื้อสามารถใช้งานได้ตรงตามคุณลักษณะและวัตถุประสงค์ของทางราชการ ดังนั้น นายก อบจ. จึงมีอำนาจสั่งให้มีการทดสอบระบบของรถทั้ง 2 คันได้
เรียกเจ้าหน้าที่ชี้แจงก่อนสั่งทดสอบไม่ใช่การกลั่นแกล้ง
ศาลอุทธรณ์ยังพิจารณาพฤติการณ์ก่อนมีคำสั่งทดสอบรถ โดยพบว่า นายนิพนธ์ได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล และชี้แจงข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจดำเนินการ
ศาลเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อประกอบสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยไม่ได้ใช้อำนาจโดยมีเจตนากลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา แต่เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมข้อมูลก่อนตัดสินใจในฐานะผู้บริหารหน่วยงานของรัฐ
สำหรับลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับการทดสอบรถนั้น ศาลพิจารณาว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 จำเลยได้ลงนามให้บริษัทนำรถมาทดสอบระบบ แต่บริษัทไม่ได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว และต่อมาบริษัทมีหนังสือแจ้งว่าจะนำรถเข้าทดสอบในวันที่ 7 มกราคม 2557 ด้วยเหตุนี้ ความล่าช้าที่เกิดขึ้นก่อนการนำรถเข้าทดสอบจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเกิดจากการประวิงเวลาของ นายนิพนธ์
นอกจากนี้ บริษัทคู่สัญญายังไม่ได้โต้แย้งในขณะนั้นว่า คำสั่งให้ทดสอบรถเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบ ศาลจึงเห็นว่าการสั่งตรวจสอบและทดสอบรถยังอยู่ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของจำเลย และมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
กรมบัญชีกลางยันสั่งทดสอบรถได้หากเป็นประโยชน์ราชการ
อีกประเด็นที่ศาลนำมาประกอบการวินิจฉัย คือ คำให้การของ นายลิขิต พยานโจทก์และผู้เชี่ยวชาญจากกรมบัญชีกลาง ซึ่งให้การในสาระสำคัญว่า จำเลยสามารถสั่งให้มีการทดสอบรถได้ หากเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ
นอกจากนี้ หากมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเบิกจ่ายเงินในช่วงดังกล่าวย่อมไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ
เนื่องจากหากมีการเบิกจ่ายเงินทั้งที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ผู้มีอำนาจอนุมัติเบิกจ่ายอาจถูกตรวจสอบหรือพิจารณาได้ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดกับผู้กระทำความผิด
ศาลชี้ไม่มี“ฎีกาเบิกจ่าย”เสนอให้นิพนธ์อนุมัติ
ศาลอุทธรณ์ยังพิจารณาถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายเงิน โดยพบข้อเท็จจริงสำคัญว่า ไม่ปรากฏว่ามีการเสนอ “ฎีกาเบิกจ่าย” ต่อจำเลยตามขั้นตอนของระเบียบกระทรวงมหาดไทย
เอกสารที่ฝ่ายพัสดุมี เป็นเพียงบันทึกข้อความแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจสอบและการทดสอบรถ แต่ไม่ได้มีฎีกาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเสนอให้นายก อบจ.สงขลาอนุมัติเบิกจ่ายเงินให้แก่บริษัทคู่สัญญา
ตามระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเบิกจ่ายเงินต้องดำเนินการตามขั้นตอนและมีเอกสารฎีกาที่ถูกต้อง เมื่อไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงิน ศาลจึงเห็นว่า นายนิพนธ์ยังไม่สามารถสั่งเบิกจ่ายเงินได้ในขั้นตอนดังกล่าว
ในทางกลับกัน หากมีการใช้บันทึกข้อความหรือเอกสารอื่นมาแทนฎีกาเพื่อให้นายก อบจ.อนุมัติเบิกจ่ายเงิน ก็อาจกลายเป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ และอาจก่อให้เกิดความรับผิดแก่ผู้อนุมัติเอง
ข้อร้องเรียนเรื่องฮั้วประมูลต้องตรวจสอบก่อน
นอกจากเรื่องการตรวจรับและการเบิกจ่ายแล้ว ศาลยังพิจารณาถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างรถทั้ง 2 คัน ปรากฏว่า ภายหลังมีหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ การเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการ รวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับการสมยอม หรือ การฮั้วประมูล
จากนั้นฝ่ายนิติการได้เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มีหนังสือให้ อบจ.สงขลา ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว หากพบว่า มีการกระทำผิด ให้ดำเนินการทั้งทางแพ่งและทางอาญา
ศาลจึงนำข้อเท็จจริงส่วนนี้มาประกอบการพิจารณาว่า การที่ นายนิพนธ์ ยังไม่ดำเนินการเบิกจ่ายเงินให้แก่บริษัทในช่วงที่มีข้อร้องเรียนและอยู่ระหว่างการตรวจสอบนั้น มีเหตุผลเกี่ยวเนื่องกับการตรวจสอบความถูกต้องของโครงการ มิใช่พฤติการณ์ที่แสดงถึงการจงใจกลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา
ศาลอุทธรณ์ชี้พยานหลักฐานไม่พอพิสูจน์เจตนา ม.157
เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน ตั้งแต่การเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล การสั่งทดสอบรถทั้ง 2 คัน การตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนข้อเท็จจริงว่าไม่มีฎีกาเบิกจ่ายเงินเสนอให้ นายนิพนธ์ อนุมัติตามขั้นตอน ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยจงใจใช้อำนาจ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้งให้บริษัทคู่สัญญาได้รับความเสียหาย
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของ นายนิพนธ์ ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามที่โจทก์ฟ้อง จึงมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น และ พิพากษายกฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี ในคดีดังกล่าว






