
ผ่าผลสอบ“โกงสอบท้องถิ่น 2568”พบช่องโหว่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ผ่าผลสอบ“โกงสอบท้องถิ่น 2568”พบช่องโหว่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4227
KEY
POINTS
- ผลการตรวจสอบพบช่องโหว่และข้อพิรุธที่เอื้อต่อการทุจริตในทุกขั้นตอนของกระบวนการจัดสอบท้องถิ่น 2568 ตั้งแต่การกำหนดอัตราว่าง การจัดจ้าง ไปจนถึงการประกาศผล
- พบหลักฐานดิจิทัล (Digital Footprint) ที่ชี้ชัดว่า มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่และบุคคลภายนอกเข้ามาแก้ไขคะแนนสอบ ทำให้ผู้ที่สอบตกกลายเป็นสอบได้
- มีการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ 15,520 อัตรา เกินกว่ากรอบอัตราว่างที่ได้รับอนุมัติ 8,548 อัตรา และยังคงมีการเรียกบรรจุเพิ่มเติมแม้มีการจับกุมการทุจริตแล้ว
กรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 กำลังถูกยกระดับจากปัญหาการทุจริตเฉพาะจุดไปสู่การตรวจสอบ “ระบบจัดสอบทั้งกระบวนการ” หลังคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จัดทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอต่อนายกรัฐมนตรี
ผลการตรวจสอบที่ปรากฏในรายงานสะท้อนภาพว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่พบข้อพิรุธและช่องว่างที่อาจเอื้อต่อการทุจริตในแทบทุกช่วงของกระบวนการ ตั้งแต่การกำหนดอัตราว่าง การอนุมัติจัดสอบ การจัดทำ TOR การจัดหาผู้รับจ้าง การจัดสอบ การตรวจและประมวลผลคะแนน การประกาศผล การเรียกบรรจุ ตลอดจนการดำเนินการของหน่วยงานหลังเกิดเหตุจับกุม
อัตราว่าง 8,548 บรรจุ15,520
หนึ่งในประเด็นที่คณะกรรมการหยิบขึ้นมาตรวจสอบตั้งแต่ต้นน้ำ คือ การกำหนดกรอบอัตราว่างสำหรับการสอบแข่งขัน รายงานระบุว่า คณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) อนุมัติอัตราว่างซึ่งเป็นที่มาของการสอบแข่งขันเพียง 8,548 อัตรา แต่กลับมีการบรรจุจริงถึง 15,520 อัตรา
ความแตกต่างดังกล่าวมีที่มาสำคัญจากมติ ก.กลาง ที่ให้อำนาจทั่วไปแก่ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. สามารถเรียกบรรจุบุคคลจากบัญชีผู้สอบได้ หากมีอัตราว่าง โดยไม่ต้องเสนอ ก.กลาง เพื่อพิจารณาอีกครั้งคณะกรรมการเห็นว่า แนวทางดังกล่าวควรได้รับการทบทวน เนื่องจากไม่สอดคล้องกับหลักปฏิบัติทั่วไปของหน่วยงานรัฐ ในการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่น และค่าจ้าง ซึ่งโดยหลักควรมีการบรรจุให้สอดคล้องกับกรอบอัตราว่างที่ได้รับอนุมัติ
เรื่องนี้ยังเชื่อมโยงกับข้อกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ซึ่งกำหนดให้ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องไม่เกิน 40% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี คณะกรรมการจึงเสนอให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบข้อเท็จจริง และการดำเนินการในประเด็นดังกล่าวให้เป็นไปตามกฎหมาย
ไม่พบมาตรการป้องกันโกงสอบ
เมื่อย้อนกลับไปถึงขั้นตอนการอนุมัติจัดสอบ คณะกรรมการพบอีกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างมาก คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) อนุมัติให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ แต่จากการตรวจสอบไม่ปรากฏว่า มีการนำประสบการณ์จากการทุจริตเรียกรับเงินในการสอบครั้งก่อน ซึ่งเคยเป็นเหตุให้ รมว.มหาดไทยมีคำสั่งยกเลิกการสอบ มาพิจารณาเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม
ในมุมของคณะกรรมการ ประเด็นนี้ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญ เพราะเมื่อหน่วยงานเคยเผชิญเหตุทุจริตจากการสอบมาก่อน บทเรียนดังกล่าวควรถูกนำมาใช้ในการออกแบบระบบจัดสอบครั้งใหม่ ทั้งในด้านการรักษาความลับ การควบคุมข้อมูล การแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ และ การตรวจสอบย้อนหลัง
ก.สถ.ไม่พ้นความรับผิดชอบ
ในขั้นตอนการจัดทำขอบเขตงาน หรือ TOR คณะกรรมการพบว่า ก.สถ. มีมติให้ฝ่ายเลขานุการ หรือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นผู้จัดทำ TOR โดยไม่ได้ปรากฏว่า กรรมการได้พิจารณารายละเอียดของ TOR ด้วยตนเอง
แม้ TOR จะกำหนดให้ผู้รับจ้างรับผิดชอบคุณภาพของข้อสอบ แต่ ก.สถ. ยังคงต้องมีระบบควบคุมและกำกับดูแลที่เข้มงวด โดยเฉพาะมาตรฐานคุณภาพข้อสอบ ซึ่งควรมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าการสอบเข้ารับราชการของสำนักงาน ก.พ.
ที่สำคัญ แม้ TOR จะกำหนดให้ผู้รับจ้างรับผิดชอบกระบวนการสอบในลักษณะเบ็ดเสร็จ ทั้งความรับผิดทางแพ่ง อาญา และปกครอง แต่เงื่อนไขดังกล่าว ไม่สามารถทำให้ ก.สถ. หลุดพ้นจากหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายได้ คณะกรรมการจึงเสนอให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบรายละเอียดความรับผิดชอบของ ก.สถ. รวมถึงกลุ่มผู้จัดทำ TOR ต่อไป
จุดเสี่ยงผู้รับจ้างช่วงรู้ผลสอบ
อีกจุดที่รายงานให้ความสำคัญ คือ กระบวนการทำงานของผู้รับจ้าง ซึ่งพบว่า ผู้รับจ้างได้ว่าจ้างผู้รับจ้างช่วงให้ดำเนินการตรวจผลการสอบ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างมีคำสั่งให้ผู้รับจ้างช่วงทำสำเนาข้อมูลผลการสอบเพิ่มอีก 1 ชุด
การมีข้อมูลผลสอบเพิ่มขึ้นอีกชุดหนึ่ง และการเปิดให้ผู้รับจ้างช่วงเข้ามาเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว ถือเป็นความเสี่ยงด้านการควบคุมข้อมูลและความปลอดภัยของกระบวนการสอบ ยิ่งเมื่อ ก.สถ. ไม่ได้ปรากฏว่า มีระบบตรวจสอบและกำกับการทำงานของผู้รับจ้างอย่างเข้มงวด ความเสี่ยงดังกล่าวจึงยิ่งมีนัยสำคัญ คณะกรรมการเสนอให้ตรวจสอบต่อไปว่า ข้อบกพร่องดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลการตรวจสอบในประเด็นเจตนาจะเป็นอย่างไร คณะกรรมการย้ำว่า ก.สถ.ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้
“แก้คะแนน”บกพร่องร้ายแรง
หากพิจารณาจากข้อค้นพบทั้งหมด จุดที่มีความร้ายแรงที่สุดในรายงานคือ กระบวนการจัดทำและประกาศผลสอบ คณะกรรมการพบว่า ผลการตรวจคะแนนสอบของผู้รับจ้างช่วงภายหลังการสอบภาค ก. และ ภาค ข. ไม่ตรงกับผลสอบที่มีการประกาศ
ความไม่ตรงกันดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามโดยตรงต่อกระบวนการควบคุมและรับรองผลคะแนน เพราะคะแนนสอบเป็นข้อมูลหลักที่ใช้ตัดสินว่าใครเป็นผู้สอบผ่าน และ ผู้ใดจะได้รับการขึ้นบัญชีเพื่อรอการเรียกบรรจุ แต่ในขั้นตอนการรับรองผลสอบ ก.สถ. ไม่ได้พิจารณารายละเอียดของผลคะแนน โดยอ้างว่าเป็นข้อมูลลับ
คณะกรรมการเห็นว่าเหตุผลดังกล่าวมีปัญหา เพราะ ก.สถ. เป็นผู้กำหนดชั้นความลับของข้อมูลเอง และเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบการจัดสอบและผลสอบโดยตรง
แต่ ก.สถ. รับรองเพียงจำนวนผู้สอบผ่านตามที่ฝ่ายเลขานุการเสนอ คณะกรรมการจึงเห็นว่า การดำเนินการในขั้นตอนนี้ถือเป็น “ความบกพร่องร้ายแรง”
Digital Footprint พบทุจริตชัดแจ้ง
นอกจากเอกสารและคำให้การแล้ว คณะกรรมการยังตรวจสอบหลักฐานทางดิจิทัล หรือ Digital Footprint ประกอบกับคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง ผลการตรวจสอบพบข้อมูลที่สะท้อนว่า มีการสั่งการและประสานงานให้เจ้าหน้าที่ สถ. แก้ไขข้อมูลผลสอบหลายครั้ง
ที่สำคัญกว่านั้น จากคำให้การของผู้เกี่ยวข้องยังพบว่า มีการมอบหมายและประสานกับ “บุคคลภายนอก” ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่หรืออำนาจเกี่ยวข้องกับการสอบ ให้เข้ามาดำเนินการแก้ไขผลสอบที่มีการประกาศไปแล้ว
พฤติการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการประเมินว่า เป็นพฤติกรรมผิดปกติและมีลักษณะทุจริตอย่างชัดแจ้ง รูปแบบการแก้ไขคะแนนที่ตรวจพบไม่ได้มีเพียงการปรับคะแนนให้สูงขึ้นเท่านั้น แต่มีทั้งกรณี ผู้สอบตกถูกแก้คะแนนให้เป็นผู้สอบได้ และ กรณีผู้ที่สอบผ่านอยู่แล้วถูกแก้คะแนนให้สูงขึ้น
จับทุจริตแล้วแต่ยังเรียกบรรจุ
อีกประเด็นที่คณะกรรมการตั้งข้อสังเกตคือ หลังเกิดเหตุจับกุมการทุจริตแล้ว ก.สถ.ยังคงเรียกบรรจุเพิ่มเติม แม้จะมีเหตุการณ์จับกุมและมีข้อสั่งการของ รมว.มหาดไทย ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกำกับดูแล ก.กลาง ก.สถ. และ สถ.
คณะกรรมการชี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเรื่องผิดปกติ โดยมีการอ้างเหตุผลเกี่ยวกับความกังวลว่า จะถูกฟ้องร้อง ก่อนที่จะมีคำสั่งชะลอการบรรจุในเวลาต่อมา ประเด็นนี้นำไปสู่คำถามเรื่อง ระบบการสั่งการและสายบังคับบัญชาภายในกระทรวงมหาดไทย รวมถึงความล่าช้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการแก้ไขปัญหา
เพราะในสถานการณ์ที่เกิดข้อกล่าวหา และมีการจับกุมเกี่ยวกับการทุจริตสอบแล้ว การตัดสินใจเดินหน้าเรียกบรรจุย่อมมีผลต่อสิทธิของผู้สอบ และอาจทำให้เกิดความเสียหายหรือความซับซ้อนในการแก้ไขปัญหาภายหลัง คณะกรรมการจึงเสนอให้ตรวจสอบเชิงลึกถึง แรงจูงใจของความบกพร่อง โดยเฉพาะการไม่ปฏิบัติตามข้อสั่งการของ รมว.มหาดไทย
รื้อการตรวจสอบผลสอบใหม่
สำหรับแนวทางแก้ไข คณะกรรมการเสนอให้ รื้อกระบวนการตรวจสอบผลสอบใหม่ โดยให้ สถ. ในฐานะเลขานุการ กสถ. จัดทำคะแนนและบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก. และภาค ข. ใหม่ โดยใช้ฐานข้อมูล OMR เป็นฐานในการตรวจสอบ จากนั้นให้คัดแยกบุคคลที่ปรากฏหลักฐานว่า มีการแก้ไขคะแนนดิบโดยมิชอบออกจากระบบ
พร้อมกันนี้ ให้ กสถ.ทบทวนมติรับรองผลการสอบ ครั้งที่ 16/2568 และครั้งที่ 4/2569 รวมถึงพิจารณาเพิกถอนประกาศผลการขึ้นบัญชี หรือการบรรจุแต่งตั้งบุคคลที่ไม่มีสิทธิ หากปรากฏว่า มีการจ่ายเงินเดือน หรือค่าตอบแทนให้แก่บุคคลที่ไม่มีสิทธิ ให้ติดตามเรียกเงินดังกล่าวคืน เพื่อบรรเทาความเสียหายแก่ทางราชการโดยเร็ว
ทบทวน“ก.สถ.”ควรจัดสอบหรือไม่
ในระดับโครงสร้าง คณะกรรมการยังเสนอให้กระทรวงมหาดไทยและ สถ. พิจารณาว่า ก.สถ. ควรทำหน้าที่เป็นผู้จัดสอบต่อไปหรือไม่ เหตุผลสำคัญคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการจัดสอบของ ก.สถ.
หากยังคงให้ ก.สถ. เป็นผู้จัดสอบต่อไป จำเป็นต้องออกแบบกลไกและโครงสร้างใหม่ให้มีธรรมาภิบาลมากขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่กรอบอัตรากำลัง อำนาจหน้าที่ ขั้นตอนการจัดสอบ มาตรฐานคุณภาพข้อสอบ ตลอดจนระบบควบคุมข้อมูล เพื่อปิดช่องโหว่ที่ทำให้การแก้คะแนนเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรก
ขึ้นบัญชีผู้ทุจริตสอบราชการ
คณะกรรมการยังเสนอให้สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานหลักจัดทำ ระบบและฐานข้อมูลกลางผู้ทุจริตการสอบเข้ารับราชการ เป้าหมาย คือ ให้หน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบประวัติได้ตั้งแต่ขั้นตอนสมัครสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่มีประวัติทุจริต กลับมาสมัครสอบเข้ารับราชการ หรือเข้าสู่หน่วยงานของรัฐแห่งอื่น
ขณะเดียวกัน เสนอให้สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงาน ปปง. บูรณาการการสืบสวนและขยายผลไปยังบุคคลหรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้ รวมทั้งสนับสนุนการไต่สวนของสำนักงาน ป.ป.ช.
ทำ TOR กลางจัดสอบทั่วประเทศ
อีกข้อเสนอคือ การจัดทำมาตรฐานกลาง TOR สำหรับการจัดจ้างดำเนินการสอบ คณะกรรมการเสนอให้กรมบัญชีกลางร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำมาตรฐานกลาง ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการจัดสอบ ความมั่นคงปลอดภัยของระบบไอที การคุ้มครองข้อมูล การควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การจัดทำ Audit Log และ ระบบตรวจสอบผลคะแนน จากนั้นให้นำเสนอต่อ ครม. กำหนดให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกัน
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมกันทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนด คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ฐานความผิด และบทลงโทษสำหรับการทุจริตสอบเข้ารับราชการ
โกงสอบโจทย์ใหญ่ราชการ
เมื่อไล่เรียงข้อค้นพบของคณะกรรมการ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภาพที่ปรากฏ ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการทุจริตของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล แต่เป็นปัญหาของระบบควบคุมการสอบแข่งขันทั้งกระบวนการ
โจทย์ต่อจากนี้จึงอยู่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะนำข้อเสนอเหล่านี้ไปดำเนินการอย่างไร และจะสามารถทำให้กระบวนการสอบเข้ารับราชการกลับมาอยู่บนหลัก ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และแข่งขันอย่างเป็นธรรม ได้มากน้อยเพียงใด
เพราะความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตสอบไม่ได้ตกอยู่เฉพาะกับผู้สมัครที่ถูกตัดโอกาส แต่กระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ และหลักความเสมอภาคในการเข้าถึงตำแหน่งของรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเกินกว่าจะจบลงด้วยการเอาผิดผู้กระทำผิดเพียงไม่กี่ราย...
รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4227







