thansettakij
thansettakij
ผบ.ตร.ตั้งกก.สอบวินัยร้ายแรง 3 นายตำรวจ เอื้อ“ทักษิณ”พักชั้น 14 รพ.ตำรวจ

ผบ.ตร.ตั้งกก.สอบวินัยร้ายแรง 3 นายตำรวจ เอื้อ“ทักษิณ”พักชั้น 14 รพ.ตำรวจ

10 ส.ค. 69 | 12:01 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ส.ค. 69 | 12:26 น.

ผบ.ตร.ลงนามตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง 3 นายตำรวจ ปม “ทักษิณ” พักชั้น 14 รพ.ตำรวจ 181 วัน ชี้มีมูลไม่ปฏิบัติตามระเบียบ-เอื้อประโยชน์ไม่ต้องกลับเรือนจำ

KEY

POINTS

  • ผบ.ตร.มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงนายตำรวจระดับสูง 3 นาย กรณีเอื้อประโยชน์ให้ นายทักษิณ ชินวัตร ได้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ
  • นายตำรวจทั้ง 3 นาย ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบในขั้นตอนการรับตัว, การออกความเห็นแพทย์ และ การจำหน่ายผู้ป่วยคดี
  • พฤติการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ นายทักษิณ ได้เข้าพักรักษาตัวที่ห้องพิเศษชั้น 14 และพักนอกเรือนจำต่อเนื่องเป็นเวลานานจนได้รับการปล่อยตัว

ผบ.ตร. ลงนามคำสั่ง ตร. ที่ 342/2569 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง “พล.ต.อ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ-พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิหารณ์-พ.ต.อ.ชนะ จงโชคดี” ปมการรับตัวและรักษา “ทักษิณ ชินวัตร” ที่โรงพยาบาลตำรวจ หลังผลสืบสวนข้อเท็จจริงพบประเด็นมีมูลเกี่ยวกับขั้นตอนรับตัว การออกความเห็นแพทย์ และ การจำหน่ายผู้ป่วยคดี โดยถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ ทักษิณ ได้รับประโยชน์จากการพักรักษาตัวนอกเรือนจำ เตรียมสอบสวนตามกฎ ก.ตร. ก่อนเสนอผลพิจารณาต่อไป

เปิด 3 นายตำรวจถูกสอบวินัยร้ายแรงปมเอื้อ“ทักษิณ”

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 มีรายงานถึงคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 342/2569 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ลงนามโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อดำเนินการสอบสวนข้าราชการตำรวจ 3 นาย กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง เกี่ยวข้องกับการรับตัว การรักษาพยาบาล และการจำหน่ายผู้ป่วยคดี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โรงพยาบาลตำรวจ

ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย

1.พล.ต.อ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อครั้งมียศ พล.ต.ท. และดำรงตำแหน่งแพทย์ใหญ่ (สบ 4) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1

2.พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิหารณ์ แพทย์ใหญ่ (สบ 4) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2

3.พ.ต.อ.ชนะ จงโชคดี นายแพทย์ (สบ 4) กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลตำรวจ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3

คำสั่งระบุว่า ผลการสืบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติหลายฉบับ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 ถึงปี 2569 มีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 รายอาจกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ปมแรกรับตัว“ทักษิณ”เข้าห้องพักชั้น 14 รพ.ตำรวจ

ในส่วนของ พล.ต.อ.โสภณรัชต์ คำสั่งระบุข้อกล่าวหาหลัก 3 ประเด็น

ประเด็นแรกเกี่ยวกับ ขั้นตอนการรับตัว นายทักษิณ ชินวัตร โดยผลการสืบสวนข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ต่อเนื่องวันที่ 23 สิงหาคม 2566 โรงพยาบาลตำรวจรับตัว นายทักษิณ จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเข้าพักรักษาตัวที่ห้องพักรักษาตัวชั้น 14 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 84 พรรษา (มมร.)

คำสั่งระบุว่า การรับตัวดังกล่าวไม่ได้ส่ง นายทักษิณ ไปยังตึกอุบัติเหตุหรือ ห้องพักที่โรงพยาบาลตำรวจจัดไว้สำหรับผู้ป่วยซึ่งเป็นผู้ต้องขัง และหลังรับตัวแล้ว ไม่ได้ย้ายไปยังห้องพักสำหรับผู้ป่วยคดีตลอดระยะเวลา 181 วัน ที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ

คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเห็นว่า พล.ต.อ.โสภณรัชต์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งแพทย์ใหญ่ (สบ 4) โรงพยาบาลตำรวจ ใช้ดุลพินิจดังกล่าวโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และไม่เป็นไปตามระเบียบโรงพยาบาลตำรวจว่าด้วยการรับตัวผู้ป่วยคดีที่เป็นผู้ต้องหา ผู้ต้องกัก ผู้ต้องขัง หรือนักโทษ เข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยโรงพยาบาลตำรวจ พ.ศ. 2557 ข้อ 5.3 และข้อ 6.2

โดยผลที่เกิดขึ้นตามข้อกล่าวหาคือ นายทักษิณ ได้รับประโยชน์จากการเข้าพักรักษาตัวในห้องดังกล่าว

ปมจำหน่ายผู้ป่วยคดีอ้างไม่เร่งรัดส่งตัวกลับเรือนจำ

ประเด็นที่สองเกี่ยวข้องกับ ขั้นตอนการจำหน่ายผู้ป่วยคดี หรือการส่งตัวผู้ต้องขังกลับเรือนจำ

คำสั่งระบุว่า พล.ต.อ.โสภณรัชต์ ในฐานะแพทย์ใหญ่ (สบ 4) โรงพยาบาลตำรวจ มีอำนาจหน้าที่อนุมัติการจำหน่ายผู้ป่วยคดี รวมทั้งมีหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผลการสืบสวนข้อเท็จจริงระบุว่า แม้ทราบอาการของผู้ป่วยแล้ว แต่ไม่ได้สั่งการหรือเร่งรัดให้แพทย์เจ้าของไข้จัดทำความเห็นตามระเบียบโรงพยาบาลตำรวจฯ ข้อ 9.1

คำสั่งจึงระบุว่า การดำเนินการดังกล่าว ย่อมทำให้ นายทักษิณ ได้รับประโยชน์จากการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ต้องกลับไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

ออกใบความเห็นแพทย์พักรักษาตัวเกิน 30-60 วัน 

อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกกล่าวหาต่อ พล.ต.อ.โสภณรัชต์ คือ การปฏิบัติหน้าที่ราชการในช่วงที่ นายทักษิณ ถูกส่งตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครมายังโรงพยาบาลตำรวจ จนกระทั่งออกจากโรงพยาบาล

ช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในความรู้เห็นและความรับผิดชอบของ พล.ต.อ.โสภณรัชต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งแพทย์ใหญ่ (สบ 4) และได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการโรงพยาบาลตำรวจ แทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ในกรณีการออกใบแสดงความเห็นแพทย์เพื่อประกอบบันทึกข้อความถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ขออนุญาตให้ นายทักษิณ พักรักษาตัวนอกเรือนจำเป็นระยะเวลาเกินกว่า 30 วัน และเกินกว่า 60 วัน คณะกรรมการสืบสวนเห็นว่า พล.ต.อ.โสภณรัชต์ มีส่วนร่วมในการออกใบแสดงความเห็นดังกล่าว และถูกกล่าวหาว่าละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ผลตามข้อกล่าวหาคือ ทำให้ไม่มีการบังคับโทษจำคุก นายทักษิณ ให้เป็นไปตามกฎหมาย และทำให้ นายทักษิณ ได้รับประโยชน์จากการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ต้องกลับไปถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจนได้รับการปล่อยตัว

“พล.ต.ท.ทวีศิลป์”ถูกสอบปมใบความเห็นแพทย์ 2 ฉบับ

สำหรับ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิหารณ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 คำสั่งระบุประเด็นเกี่ยวกับการออกใบแสดงความเห็นแพทย์

โดยเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายแพทย์ (สบ 4) พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เป็นผู้ออกใบแสดงความเห็นแพทย์ ลงวันที่ 15 กันยายน 2566 โดยมีสาระสำคัญว่าการรักษายังไม่สิ้นสุด เนื่องจากต้องรักษาแผลที่ผ่าตัด ตรวจ และวางแผนผ่าตัดโรคที่รายงาน จึงมีความจำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาล

ต่อมาได้ออกใบแสดงความเห็นแพทย์อีกฉบับ ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2566 โดยมีสาระสำคัญว่า นายทักษิณ ต้องเข้ารับการผ่าตัดเร่งด่วน เนื่องจากมีอาการปวดรุนแรง มือและขาอ่อนแรง 

อย่างไรก็ตาม ผลการสืบสวนเห็นว่า ขณะที่ออกใบแสดงความเห็นแพทย์ทั้งสองฉบับ ไม่ใช่กรณีเร่งด่วน และการออกเอกสารดังกล่าวส่งผลให้ระยะเวลาการพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ขยายออกไป
คณะกรรมการสืบสวนจึงเห็นว่า พล.ต.ท.ทวีศิลป์ ย่อมทราบข้อเท็จจริงและย่อมทราบหรือเล็งเห็นได้ว่า ใบแสดงความเห็นแพทย์จะถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาอนุญาตให้ นายทักษิณ พักรักษาตัวนอกเรือนจำ

เมื่อมีการอนุญาตให้พักรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลตำรวจตามมา คำสั่งจึงระบุว่า การอนุญาตดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากใบแสดงความเห็นแพทย์ และทำให้ นายทักษิณ ได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องกลับไปเรือนจำ

“พ.ต.อ.ชนะ”ถูกกล่าวหาละเว้นออกความเห็นส่งตัวกลับ 

ส่วน พ.ต.อ.ชนะ จงโชคดี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายแพทย์ (สบ 4) และเป็นแพทย์เจ้าของไข้ คำสั่งระบุว่า มีหน้าที่จัดทำความเห็นจำหน่ายผู้ป่วยคดีกลับตามระเบียบโรงพยาบาลตำรวจฯ ข้อ 4.1 เพื่อเสนอแพทย์ใหญ่ (สบ 4) พิจารณา

แต่ผลการสืบสวนระบุว่า ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่า พ.ต.อ.ชนะ ได้ออกใบแสดงความเห็นแพทย์ให้ นายทักษิณ กลับไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หรือกลับไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์

ประเด็นสำคัญที่ถูกนำมาพิจารณาคือ พ.ต.อ.ชนะ เคยเบิกความเป็นพยานต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า อาการป่วยของ นายทักษิณ สามารถกลับไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2566

คณะกรรมการสืบสวนจึงเห็นว่า หากเป็นไปตามข้อเท็จจริงดังกล่าว พ.ต.อ.ชนะ ควรออกใบแสดงความเห็นแพทย์ให้ นายทักษิณ กลับไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการดังกล่าว

การละเว้นไม่ออกใบแสดงความเห็นแพทย์ดังกล่าว ทำให้ นายทักษิณได้รับประโยชน์จากการไม่ต้องกลับไปเรือนจำ

คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ไว้ระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 ณ โรงพยาบาลตำรวจ

ตั้ง “พล.ต.อ.อิทธิพล”นั่งประธานสอบสวน

สำหรับคณะกรรมการสอบสวนที่ ผบ.ตร.แต่งตั้ง ประกอบด้วย

1. พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ

2. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นกรรมการ

3. พล.ต.ต.เวทวิชญ์ เนียมอินทร์ ผู้บังคับการกองตรวจราชการ 5 สำนักงานจเรตำรวจ เป็นกรรมการ

4. พ.ต.อ.สุกรี สินเย็น รองผู้บังคับการกองตรวจราชการ 4 สำนักงานจเรตำรวจ เป็นกรรมการ

5. พ.ต.อ.สุทธิพล แสงบุญ รองผู้บังคับการกองตรวจราชการ 10 สำนักงานจเรตำรวจ เป็นกรรมการ

6. ว่าที่ พ.ต.อ.ธิติพงษ์ สียา ผู้กำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 9 กองบัญชาการตำรวจนครบาล เป็นกรรมการ

7. พ.ต.ท.วรพล ทิพยโสธร กองตรวจราชการ 10 สำนักงานจเรตำรวจ เป็นกรรมการ

8. พ.ต.ท.หญิง นิตยา แข็มพิมาย สารวัตรฝ่ายอำนวยการ กองตรวจราชการ 5 สำนักงานจเรตำรวจ เป็นกรรมการและเลขานุการ

9. ร.ต.อ.ชิติพัทธ์ ทองงามตระกูล รองสารวัตรฝ่ายสืบสวนและตรวจราชการ 1 กองตรวจราชการ 7 สำนักงานจเรตำรวจ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

สอบตามกฎ ก.ตร.หากพบประเด็นอื่นให้รายงานทันที

คำสั่งดังกล่าวอาศัยอำนาจตาม พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มาตรา 105 มาตรา 119 และมาตรา 179 โดยกำหนดให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนและพิจารณาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใน กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. 2547 ให้แล้วเสร็จ ก่อนเสนอสำนวนการสอบสวนเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

นอกจากนี้ หากคณะกรรมการสอบสวนพบว่า กรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องอื่นนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในคำสั่ง หรือการสอบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจรายอื่น และเห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีส่วนร่วมในการกระทำที่อยู่ระหว่างการสอบสวน ให้ประธานกรรมการรายงานต่อผู้มีอำนาจโดยเร็ว

คำสั่งดังกล่าวลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ลงนามโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

                         ผบ.ตร.ตั้งกก.สอบวินัยร้ายแรง 3 นายตำรวจ เอื้อ“ทักษิณ”พักชั้น 14 รพ.ตำรวจ    ผบ.ตร.ตั้งกก.สอบวินัยร้ายแรง 3 นายตำรวจ เอื้อ“ทักษิณ”พักชั้น 14 รพ.ตำรวจ    ผบ.ตร.ตั้งกก.สอบวินัยร้ายแรง 3 นายตำรวจ เอื้อ“ทักษิณ”พักชั้น 14 รพ.ตำรวจ

อนึ่ง การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการทางวินัย โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 ราย ยังมีสิทธิชี้แจงข้อเท็จจริง นำพยานหลักฐานมาต่อสู้ และผลสุดท้ายจะต้องเป็นไปตามกระบวนการสอบสวนและพิจารณาทางวินัยที่เกี่ยวข้อง