
"ภาวุธ" รีวิว THA-AI Passport จ่ายตามผู้ใช้จริง ลดเสี่ยงสูญงบ 1.6 พันล้าน
"ภาวุธ" รีวิว THA-AI Passport เผยรัฐปรับโมเดลจ่ายตามผู้ใช้จริง (Pay-per-Active User) ลดความเสี่ยงงบ 1,600 ล้านบาท พร้อมเสนอเปิดผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบระบบ
KEY
POINTS
- โครงการ TH-AI Passport (AI Pass) ปรับเปลี่ยนโมเดลการจ่ายเงินจากงบประมาณคงที่ 1,600 ล้านบาท เป็นแบบ "Pay-per-Active User" หรือจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริงในราคาประมาณ 25 บาทต่อคนต่อเดือน
- นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ซึ่งเคยคัดค้านโครงการนี้ ได้เปลี่ยนท่าทีหลังได้ทดลองใช้และเห็นการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจที่ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดิน
- เสนอให้ผลักดัน AI Pass เป็น "โครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศ" โดยร่วมมือกับหน่วยงานรัฐเพื่อส่งเสริมการใช้งานในกลุ่มนักเรียน, ผู้ประกอบการ SME และข้าราชการ
- เรียกร้องให้มีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก เช่น สมาคมปัญญาประดิษฐ์ฯ เข้ามาเป็นผู้ตรวจสอบร่วม (Co-auditor) เพื่อความโปร่งใสทางเทคนิคและการตรวจรับงาน
จากกรณีที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาคัดค้านโครงการ TH-AI Passport ที่ใช้งบ ประมาณ 1,600 ล้านบาท และข้อกังขาการซื้อ AI ผ่าน "ตัวกลาง" การไม่ใช้ ChatGPT หรือ Gemini เวอร์ชันฟรี การวัดผลความสำเร็จ และประเด็นสำคัญ คือ กรณีหากคนใช้งานจริงน้อย รัฐต้องจ่ายเต็มหรือไม่
ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมรีวิวแอปพลิเคชัน AI Pass (หรือชื่อเดิม TH-AI Passport) ที่ร้าน Open Craft ที่เปิดให้คนภายนอกมาทดลองเล่น โดยผมไปกับ อ.อ้อ (ดร.การดี เลียวไพโรจน์) เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการนี้อย่างใกล้ชิด
ผลลัพธ์จากการตรวจสอบและการปรับโมเดลธุรกิจ
จากที่ผมเคยตั้งข้อสังเกตและอภิปรายในรัฐสภาเกี่ยวกับที่มาที่ไปและงบประมาณก้อนโตของโครงการนี้ วันนี้พลังจากกระแสสังคมและการตรวจสอบร่วมกันได้ส่งผลให้โครงการมีการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งสำคัญ
จุดที่เปลี่ยนไปและสมเหตุสมผลมากขึ้นคือ จากเดิมที่ “เป็นการตั้งงบจ่ายเงินระดับ 1,600 ล้านบาท" ถูกปรับมาเป็นโมเดล “การจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง” หรือ Pay-per-Active User ในราคาประมาณ 25 บาท/คน/เดือน พูดง่ายๆ คือ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” ถ้าคนใช้น้อย เงินที่เหลือก็ต้องคืนคลังรัฐ วิธีนี้ช่วยอุดรอยรั่วและเซฟงบประมาณแผ่นดินไปได้มาก ถือเป็นทิศทางที่ดีขึ้นจากการการันตีจ่ายเงินทั้งก้อนในอดีต
รีวิวจากการใช้งานเหมาะกับใคร?
จากการที่ผมได้ทดลองใช้ระบบ AI Pass ปัจจุบันทำหน้าที่เหมือนศูนย์รวมโมเดล AI หลายค่ายไว้ในที่เดียว ทั้ง AI ข้อความ, วาดภาพ, สร้างวิดีโอ, ทำเพลง และวิเคราะห์ข้อมูล
-
สำหรับสาย Tech หรือคนใช้ AI ประจำ แพลตฟอร์มนี้อาจยังไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ครับ เพราะฟีเจอร์ฟรีของค่ายใหญ่ๆ ข้างนอกยังมีความสามารถและยืดหยุ่นสูงกว่า
-
สำหรับผู้เริ่มต้น ถือว่าตอบโจทย์กลุ่มนี้ เพราะมีกลไกแบบ "Learn to Earn" คือต้องเข้ามาเรียนรู้ทำภารกิจก่อน ถึงจะได้แต้ม (Credit) ไปใช้ AI ถือเป็นการบังคับให้เกิดการเรียนรู้และกระจายโอกาสให้คนที่ยังไม่เคยเข้าถึง
ข้อสังเกตเพิ่มเติม ปัจจุบันยังมีโมเดลที่เป็นของคนไทยน้อยเกินไป ข้อเสนอของผมคือควรผลักดันให้มีโมเดลภาษาไทยมากกว่านี้ และเปิดให้ใช้ฟรีแบบไม่จำกัด โดยติดตั้งระบบในประเทศเพื่อควบคุมต้นทุน ซึ่งจะช่วยพัฒนา Ecosystem ของเทคโนโลยีไทยไปพร้อมกัน
ถ้างบเดินหน้าแล้วต้องใช้ให้คุ้มที่สุด
ในเมื่อโครงการนี้ถูกอนุมัติและเดินหน้าไปแล้ว หน้าที่ของพวกเราคือการช่วยคิดว่าจะ "ทำอย่างไรให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด" เพราะลำพังแค่การเดินสาย Roadshow หรือจัดแข่งขันทักษะทั่วไป ผมประเมินว่ายอดผู้ใช้อาจไม่ถึง 5 ล้านคนด้วยซ้ำ
เราจึงต้องมอง AI Pass ให้เป็น "โครงสร้างพื้นฐาน AI (AI Infrastructure) ของประเทศ" โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้ และโดยดึงหน่วยงานหลักเข้ามาขับเคลื่อนร่วมกัน.
-
กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา ร่วมมือกับกระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาธิการ บรรจุแพลตฟอร์มนี้เป็นเครื่องมือเรียนรู้และฝึกทักษะ AI ขั้นพื้นฐานในสถานศึกษา
-
กลุ่มผู้ประกอบการ SME จับมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD), สสว. และสภา/สมาพันธ์ SME เพื่อออกแบบหลักสูตร AI สำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ ช่วยยกระดับการแข่งขันของเอสเอ็มอีไทย
-
กลุ่มข้าราชการ ร่วมมือกับสำนักงาน ก.พ.ร. พัฒนาหลักสูตรสำหรับงานราชการที่ทำซ้ำๆ เช่น AI สำหรับงานบริการประชาชน หรือการจัดการเอกสารในชีวิตประจำวันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ
-
จากประสบการณ์ตอนที่บริหารธุรกิจส่วนตัว ผมเคยผลักดันให้พนักงานทุกคนเรียนรู้และนำ AI มาใช้ พร้อมจัดทำ Dashboard เพื่อติดตามการใช้งานจริงของแต่ละทีม ผมยินดีนำแนวทางและบทเรียนเหล่านี้มาแบ่งปันกับรัฐบาล เพื่อนำไปต่อยอดในระดับประเทศ เพราะการผลักดัน AI ไม่ควรจบแค่การแจกสิทธิหรือเปิดให้ลงทะเบียน แต่ต้องวัดการใช้งานจริง เห็นผลลัพธ์ และปรับปรุงโครงการได้อย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอแนะมาตรการตรวจสอบทางเทคนิค
สิ่งสำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้คือเรื่อง ความโปร่งใส เนื่องจากคณะกรรมการตรวจรับของรัฐส่วนใหญ่อาจไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านสถาปัตยกรรมไอทีขั้นสูง
ผมจึงเสนอให้เปิดช่องทางเชิญ สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AI Association) หรือผู้เชี่ยวชาญอิสระภายนอกเข้ามาเป็น ผู้ตรวจสอบร่วม (Co-auditor) ทางเทคนิคควบคู่ไปกับการตรวจรับงาน เพื่อคอย Re-check ปริมาณ Token ที่วิ่งจริง, สเปกของโมเดล รวมถึงตรวจสอบระบบความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน
บทสรุปในตอนนี้
เป้าหมายหลัก ณ ตอนนี้คือการผลักดันให้เงินภาษีที่ลงทุนไปแล้ว ถูกกระจายไปสร้างประโยชน์ให้ครอบคลุมกลุ่มคนมากที่สุด และเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง.
.







