
'อภิสิทธิ์' อัดงบฯ 70 ไร้อนาคต ชี้รายได้รัฐพอแค่จ่ายประจำ-ใช้หนี้ จี้ปฏิรูปภาษี
'อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายงบประมาณปี 2570 ชี้โครงสร้างการคลังของรัฐมีรายได้เพียงพอแค่รายจ่ายประจำและชำระหนี้ จี้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบภาษี พร้อมเตือนหากยังไม่แก้ปัญหา หนี้สาธารณะมีโอกาสพุ่งสูง
KEY
POINTS
- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วิจารณ์ร่างงบประมาณปี 2570 ว่าเป็น "งบที่มองไม่เห็นอนาคต" เนื่องจากโครงสร้างรายได้ของรัฐที่จัดเก็บได้เพียงพอแค่สำหรับรายจ่ายประจำและการชำระหนี้
- งบลงทุนเกือบทั้งหมดต้องมาจากการกู้ยืมและยังถูกปรับลดลง ขณะที่หนี้สาธารณะมีความเสี่ยงที่จะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะฉุดรั้งการพัฒนาประเทศในระยะยาว
- เรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ เนื่องจากสัดส่วนการจัดเก็บภาษีต่อ GDP อยู่ในระดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่สามารถรองรับความต้องการด้านสวัสดิการของประชาชนที่เพิ่มขึ้นได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรกรับหลักการ วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท โดยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ฉบับดังกล่าว และเห็นว่าเป็น "งบประมาณที่มองไม่เห็นอนาคต" ไม่ใช่เพราะต้องการตำหนิรัฐบาล แต่เนื่องจากโครงสร้างงบประมาณสะท้อนปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน ขณะที่โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตหลายด้าน ทำให้รัฐบาลมีหน้าที่สำคัญในการสะสางปัญหา เพื่อสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้ประเทศเดินหน้าต่อไป
ชี้โครงสร้างงบฯ เหลือรายได้แค่จ่ายประจำ-ใช้หนี้ จี้ปฏิรูประบบภาษี
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สาเหตุที่พรรคประชาธิปัตย์มองไม่เห็นอนาคต เริ่มจากโครงสร้างงบประมาณที่การจัดเก็บรายได้ของประเทศมีเพียงพอสำหรับรายจ่ายประจำและการชำระหนี้เท่านั้น ขณะที่งบลงทุนเกือบทุกบาทต้องมาจากการขาดดุลหรือการกู้ สะท้อนว่าศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากรและหารายได้ ทำได้เพียงประคับประคองรายจ่ายและชำระหนี้เดิม
สัดส่วนการจัดเก็บภาษีต่อ GDP ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์
นายอภิสิทธิ์ระบุอีกว่า สัดส่วนการจัดเก็บภาษีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 14.6 ซึ่งต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งที่ความต้องการด้านสวัสดิการของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ได้เข้ารับฟังการอภิปราย พร้อมย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ มิฉะนั้นจะไม่สามารถรองรับความต้องการของประชาชนได้
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่รัฐบาลยังไม่สามารถผลักดันเป้าหมายหลายด้านได้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น 3,000 บาท การเพิ่มสวัสดิการคนพิการ และการจัดเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงแนวทางการปฏิรูประบบภาษี และไม่ควรมุ่งเพียงการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งควรเป็นทางเลือกสุดท้าย
ทั้งนี้ งบประมาณปี 2570 เพิ่มขึ้นเฉพาะงบบุคลากรร้อยละ 3.8 และงบเงินอุดหนุนร้อยละ 5.6 ขณะที่งบลงทุนลดลงร้อยละ 13.1
ชี้งบลงทุนหด หนี้สาธารณะเสี่ยงพุ่ง ฉุดอนาคตประเทศ
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทุกบาททุกสตางค์ของงบลงทุนต้องมาจากการกู้เงิน ขณะที่พื้นที่ในการกู้ก็ลดลง ทำให้แทบไม่มีโครงการลงทุนใหม่ ยกตัวอย่างการลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งประชาชนคาดหวังว่าจะได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่ไม่ปรากฏอยู่ในร่างงบประมาณ รวมถึงการลงทุนเพื่อวางรากฐานระยะยาว
ส่วนเงินกู้เพิ่มเติม 400,000 ล้านบาท ซึ่งควรเป็นงบลงทุน กลับกลายเป็นเพียงการส่งเสริมการนำเข้า Solar Cell และรถยนต์ไฟฟ้า อีกทั้งยังไม่เห็นความคืบหน้าของโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ขณะที่รัฐบาลยังผลักดันโครงการ Land Bridge มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเห็นว่าเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่า พร้อมระบุว่า ประเทศและงบประมาณยังติดหล่ม เพราะมีรายจ่ายที่บานปลายและเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า งบที่เพิ่มขึ้นจริงส่วนใหญ่เป็นงบบุคลากร ขณะที่รายจ่ายสำคัญหลายรายการยังตั้งงบไม่เพียงพอ ทั้งงบเบี้ยบำเหน็จบำนาญที่ตั้งไว้ 389,090 ล้านบาท ทั้งที่ปีที่ผ่านมาใช้จริงเกิน 390,000 ล้านบาท งบค่ารักษาพยาบาลภาครัฐที่ตั้งไว้ 94,200 ล้านบาท แต่การใช้จริงทะลุ 100,000 ล้านบาท รวมถึงงบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เพิ่มเป็นกว่า 214,000 ล้านบาท ซึ่งเห็นว่ายังไม่เพียงพอ
พร้อมตั้งคำถามถึงทิศทางการบริหารกำลังคนภาครัฐ ทั้งการขยายอายุเกษียณ การเกษียณก่อนกำหนด การรับบุคลากรใหม่ และการปรับระบบสิทธิประโยชน์ของข้าราชการรุ่นใหม่ เพื่อลดภาระงบประมาณด้านบุคลากรในระยะยาว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หากยังจัดเก็บรายได้ในระดับปัจจุบัน หนี้สาธารณะซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 66.4 จะเพิ่มเป็นประมาณร้อยละ 69 หากมีการกู้เงินเต็มวงเงิน 400,000 ล้านบาท และหากรวมภาระหนี้ตามมาตรา 28 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ซึ่งมีหนี้ค้างอยู่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท
ปัจจุบันหนี้สาธารณะจะเกินร้อยละ 70 แล้ว อีกทั้งหากรายได้ของรัฐไม่เพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 4 ต่อปี ก็มีโอกาสที่หนี้สาธารณะจะเพิ่มเป็นร้อยละ 80-90 ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า เป็นเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์มองว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ฉบับนี้เป็น งบประมาณที่มองไม่เห็นอนาคต





