
'แก้วสรร' วิเคราะห์ 'ระบอบทักษิณ vs สีน้ำเงิน' ต่างกันที่ตรงไหน
เปิดบทวิเคราะห์จาก "แก้วสรร อติโพธิ" ชี้ชัดทำไมพรรคสีน้ำเงินยังห่างไกลคำว่า "ระบอบ" เผยความต่างเชิงสังคมวิทยาการเมือง ระหว่างการขยายอิทธิพลในระบบราชการ กับการจัดตั้งคอรัปชั่นเชิงนโยบายในอดีตที่ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ของชาติ
KEY
POINTS
- แก้วสรรชี้ว่าจุดต่างสำคัญคือลักษณะการคอร์รัปชัน โดย "ระบอบทักษิณ" เป็นการทุจริตเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบเพื่อแปรรูปทรัพย์สินของชาติเป็นของส่วนตัว ขณะที่ "สีน้ำเงิน" เป็นการทุจริตระดับบุคคลที่ยังไม่ถึงขั้นขายชาติ
- เขาโต้แย้งว่าการใช้คำว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" ไม่ถูกต้องตามหลักรัฐศาสตร์ เพราะขาดองค์ประกอบของ "ระบอบ" ที่แท้จริง แต่คำว่า "ระบอบทักษิณ" ใช้ได้ เพราะมีการหมุนเวียนปัจจัยอำนาจ (เงิน, อำนาจ, การชี้นำ, ความสวามิภักดิ์) อย่างเป็นระบบ
- แม้จะมองว่า "สีน้ำเงิน" เลวร้ายน้อยกว่า แต่ยังกังวลว่ารัฐบาลปัจจุบันซึ่งมีลักษณะเป็น "กิจการร่วมค้า" อาจขาดภาวะผู้นำในการรับมือวิกฤตของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาทุนสีเทา
นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตสมาชิกวุฒิสภาและนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ผู้เป็นที่รู้จักในแวดวงการเมืองไทย เผยแพร่บทความวิเคราะห์การเมืองในหัวข้อ "ทางเลือกไทย: ระบอบทักษิณ vs ระบอบสีน้ำเงิน?" โดยมีเนื้อหาในรูปแบบบทสัมภาษณ์ตอบคำถาม ถึงการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองของสองขั้วหลักในประเทศไทย ทั้งในมิติของวิชาการรัฐศาสตร์และสังคมวิทยาการเมือง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างการคอร์รัปชันแบบ "จัดตั้งเป็นระบบ" กับ "คอร์รัปชันตามปกติ" ที่การเมืองไทยคุ้นเคย
"ระบอบสีน้ำเงิน" ใช้ผิดหลักวิชาการ
จุดเริ่มต้นของบทความมาจากการที่หัวหน้าพรรคส้มอภิปรายในสภาโดยใช้คำว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" เพื่อโจมตีพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมองว่ากำลังแผ่อิทธิพลไปยังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภา องค์กรอิสระ ระบบราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
แก้วสรรโต้แย้งโดยอธิบายว่า ในทางรัฐศาสตร์ คำว่า "ระบอบ" มีความหมายเฉพาะและหนักแน่นกว่าที่หลายคนเข้าใจ หมายถึงองค์ประกอบของการปกครองทั้งหมดที่ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ อุดมคติที่เป็นความคิดพื้นฐาน ความเคลื่อนไหวชี้นำในสังคม และระบบอำนาจที่จัดตั้งไว้ในโครงสร้างการปกครอง
เมื่อทั้งสามส่วนประกอบกัน จึงจะเกิดการจำแนกเป็นระบอบต่างๆ เช่น สมบูรณาญาสิทธิราชย์ เสรีประชาธิปไตย หรือคอมมิวนิสต์
"การใช้คำว่าระบอบสีน้ำเงินในทางวิชาการนั้นไม่ถูกต้อง" แก้วสรรระบุ พร้อมเสริมว่าหากต้องการประเมินเจตนาที่แท้จริงของผู้ใช้คำนี้ ต้องไปดูบริบทในโลกโซเชียลของฝ่ายสีส้มด้วยว่ามีนัยยะโจมตีสถาบันหรือไม่
ระบอบทักษิณ: ครบ 4 ปัจจัยอำนาจ วนซ้ำเป็นพลวัต
แม้จะปฏิเสธการใช้คำ "ระบอบสีน้ำเงิน" แต่แก้วสรรยืนยันว่า "ระบอบทักษิณ" นั้นใช้ได้ถูกต้องในแง่สังคมวิทยาการเมือง เพราะกลุ่มอำนาจสีแดงสามารถจัดตั้งและหมุนเวียนปัจจัยอำนาจได้ครบทั้ง 4 ประการ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ได้แก่ เงิน อำนาจหน้าที่ การชี้นำชักจูง และความสวามิภักดิ์
แก้วสรรอธิบายถึงพลวัตของการหมุนเวียนอำนาจนี้ว่า เริ่มจากการเอาเงินซื้ออำนาจ แล้วใช้อำนาจสร้างเงิน นำเงินที่ได้ไปซื้อพรรคอื่นมาเพิ่มฐานอำนาจ แล้วใช้อำนาจที่เพิ่มขึ้นสร้างเงินต่อไปในวงจรที่ไม่สิ้นสุด พร้อมกับยกตัวอย่าง เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจบางแห่ง การใช้อำนาจเพิ่มมูลค่าให้บริษัทของตัวเอง แก้กฎหมายโทรคมนาคมเปิดให้ต่างชาติถือหุ้นได้ถึง 49% ก่อนรีบบินไปสิงคโปร์ปิดดีลขายหุ้นชินคอร์ปให้กองทุนเทมาเส็กในราคาที่ทำให้ได้เงินกว่า 7 หมื่นล้านบาท โดยไม่ยอมเสียภาษี ซึ่งท้ายที่สุดศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์คืนรัฐกว่า 4 หมื่นล้านบาท ในฐานะได้ทรัพย์สินจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
สีน้ำเงิน ไม่ถึงขั้นขายชาติทั้งชาติ
เมื่อถามถึงการเปรียบเทียบกับพรรคสีน้ำเงิน แก้วสรรชี้ว่าความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ระดับและโครงสร้างของการคอร์รัปชัน โดยระบอบสีแดงมุ่งแปรสินทรัพย์ส่วนรวมเป็นทรัพย์ส่วนตัวอย่างเป็นระบบและครอบคลุมในระดับนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดโทรคมนาคม ตลาดบ่อนพนัน แหล่งพลังงานในอ่าวไทยติดชายแดนกัมพูชา รวมถึงความพยายามฟอกเงินเพื่อเข้ายึดครองบริษัทบางจาก ซึ่งเป็นวิสาหกิจพลังงานหลักของชาติ
"คุณว่าระบอบสีน้ำเงินอะไรที่ว่ากันนั้น มันคอร์รัปชันขายชาติทั้งชาติได้อย่างนี้ไหม" แก้วสรรตั้งคำถามทิ้งไว้
ขณะที่สีน้ำเงินนั้น แม้จะมีคอร์รัปชันเช่นกัน แต่เป็นในระดับ "ชั่วส่วนตัว" ที่ไม่ถึงขั้นจัดตั้งเป็นวิสาหกิจเพื่อลงทุนแปรสินทรัพย์สาธารณะเป็นสมบัติของเจ้าของพรรค ซึ่งแก้วสรรมองว่าคอร์รัปชันระดับนี้มีมาตลอดในการเมืองไทยจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
แก้วสรรยังยกตัวอย่างที่น่าสนใจว่า คนเลวและรัฐมนตรีเลวในยุครัฐบาลระบอบทักษิณ ยังคงมีอำนาจหากินอยู่ในรัฐบาลอนุทินเช่นเดิม โดยแนะให้ลองสืบค้นกรณีโครงการสร้างโรงพยาบาลใหม่ให้หาดใหญ่หลังน้ำท่วม ที่ปรากฏว่ามีที่ปรึกษาพยายามเรียกเงินทอนถึง 30%
ห่วงรัฐบาลสีน้ำเงินรับมือโลกวิกฤตไม่ไหว
แม้จะให้คะแนนสีน้ำเงินสูงกว่าสีแดงในแง่ความเลวร้าย แต่แก้วสรรยอมรับตรงๆ ว่ายังมองไม่เห็นแง่บวกของรัฐบาลอนุทินเช่นกัน โดยมองว่าพรรคสีน้ำเงินมีโครงสร้างเหมือน "กิจการร่วมค้า" ที่รวมนักการเมืองหลายกลุ่มมาสวมเสื้อสีเดียวกัน ซึ่งโครงสร้างแบบนี้ทำให้สร้างทิศทางและภาวะผู้นำร่วมกันได้ยาก
ในยุคที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจพร้อมกัน แก้วสรรยังไม่เห็นพฤติกรรมใดจากรัฐบาลที่บ่งชี้ว่าจะรับมือกับโจทย์ใหญ่เหล่านี้ได้ โดยเฉพาะเรื่องทุนเทาต่างชาติที่ถือว่าน่าเสียดายที่สุด
แก้วสรรทิ้งท้ายว่า รัฐบาลยังมีโอกาสทำงานสำคัญได้ทีละก้าว เช่น การไม่ให้สภาคุ้มครอง สส. ที่ต้องคดีทุนเทา การปิดกั้นไม่ให้ตัวแทนทุนเทากัมพูชาที่ถูกอายัดหุ้นบางจากออกเสียงในที่ประชุมกรรมการและผู้ถือหุ้น รวมถึงการแก้กฎหมาย ปปง. หากอำนาจเดิมไม่เพียงพอ เพื่อปิดประตูไม่ให้ทุนเทาครอบงำวิสาหกิจพลังงานของชาติต่อไป
"งานสำคัญที่ทำได้เป็นก้าวๆ ไปอย่างนี้มีมากมาย นี่เองครับที่ผมคิดว่าเรายังน่าจะพอหวังจากพรรคน้ำเงินได้บ้าง" แก้วสรรกล่าวทิ้งท้าย







