
ติดเขี้ยวเล็บกรมป่าไม้ใช้“รถยนต์หุ้มเกราะกันกระสุน”รับมือภารกิจเสี่ยงภัย
ราชกิจจาฯ เผยแพร่ระเบียบกรมป่าไม้ เปิดทางใช้รถยนต์หุ้มเกราะป้องกันกระสุน เน้นเฉพาะภารกิจราชการในพื้นที่เสี่ยง พร้อมกำหนดเงื่อนไขเข้ม อนุญาต ควบคุม ความรับผิดชอบ
KEY
POINTS
- กรมป่าไม้ออกระเบียบใหม่เพื่อจัดหารถยนต์หุ้มเกราะกันกระสุนสำหรับใช้ในภารกิจป้องกันและปราบปรามในพื้นที่เสี่ยงภัย
- การใช้งานต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมป่าไม้เป็นรายกรณี โดยพิจารณาจากความจำเป็นและความเสี่ยงของภารกิจ และมีอายุการอนุญาตครั้งละไม่เกิน 1 ปี
- รถยนต์หุ้มเกราะใช้ได้เฉพาะเพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น และมีข้อบังคับที่เข้มงวดในการดูแลรักษา การรายงานผล และ ห้ามดัดแปลงโดยเด็ดขาด
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ “ระเบียบกรมป่าไม้ ว่าด้วยการมีและใช้รถยนต์หุ้มเกราะป้องกันกระสุน พ.ศ. 2569” โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป เพื่อรองรับภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามในพื้นที่เสี่ยงภัย
ระเบียบดังกล่าวระบุว่า กรมป่าไม้มีความจำเป็นต้องจัดให้มีรถยนต์หุ้มเกราะเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของข้าราชการและบุคลากร ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกประทุษร้ายจากอาวุธปืน วัตถุระเบิด หรือภัยคุกคามอื่น
สาระสำคัญของระเบียบกำหนดให้ “รถยนต์หุ้มเกราะป้องกันกระสุน” ใช้ได้เฉพาะเพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น และต้องจัดเก็บในสถานที่ที่มีความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
ในส่วนของอำนาจการอนุญาต ให้อธิบดีกรมป่าไม้ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้พิจารณาอนุญาต โดยต้องคำนึงถึงความจำเป็นของภารกิจและระดับความเสี่ยงเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การอนุญาตให้ใช้จะมีอายุคราวละไม่เกิน 1 ปี และสามารถเพิกถอนได้หากเห็นว่าไม่เหมาะสม
สำหรับผู้มีสิทธิยื่นขอใช้รถยนต์หุ้มเกราะ ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูงของกรม ข้าราชการตั้งแต่ระดับชำนาญงานหรือปฏิบัติการขึ้นไป รวมถึงผู้บริหารหน่วยงานอื่นตามที่อธิบดีเห็นสมควร โดยต้องยื่นคำขอพร้อมเหตุผลความจำเป็นผ่านนายทะเบียน
ระเบียบยังได้กำหนดหน้าที่ของผู้ได้รับอนุญาตอย่างชัดเจน เช่น ต้องดูแลรักษารถเสมือนทรัพย์สินของตนเอง รายงานการใช้งานและสภาพรถเป็นประจำทุกเดือน รวมถึงต้องรายงานทันทีเมื่อเกิดความเสียหาย สูญหาย หรือถูกทำลาย และต้องส่งคืนเมื่อเสร็จภารกิจ
นอกจากนี้ ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตทำการดัดแปลงหรือทดสอบรถยนต์หุ้มเกราะโดยเด็ดขาด
ในด้านการกำกับดูแล อธิบดีจะเป็นผู้แต่งตั้ง “นายทะเบียน” เพื่อทำหน้าที่ควบคุม ตรวจสอบ และรายงานการใช้งาน รวมถึงติดตามทรัพย์สินคืนในกรณีจำเป็น
ทั้งนี้ ระเบียบฉบับดังกล่าวถือเป็นมาตรการสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะในภารกิจปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ
คลิกดูเพิ่มเติมจากราชกิจานุเบกษา






