thansettakij
thansettakij
วุฒิสภาถกวิกฤตตะวันออกกลาง ปูด“มาม่า”จ่อขึ้นราคาจี้พาณิชย์คุมเข้มต้นทุน

วุฒิสภาถกวิกฤตตะวันออกกลาง ปูด“มาม่า”จ่อขึ้นราคาจี้พาณิชย์คุมเข้มต้นทุน

23 มี.ค. 69 | 05:09 น.
อัปเดตล่าสุด :23 มี.ค. 69 | 06:21 น.

สว.แห่อภิปราย 31 คน ห่วงผลกระทบสงครามตะวันออกกลางลามเศรษฐกิจไทย เสี่ยงพลังงานขาดแคลน ส่งออกเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านบาท “ปฏิมา”ชี้สินค้าจ่อขึ้นราคาทุกหมวด รวมถึง “มาม่า”

KEY

POINTS

  • วุฒิสภาจัดประชุมด่วน เพื่อพิจารณาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีต่อประเทศไทย
  • สมาชิกวุฒิสภาเปิดเผยข้อมูลว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป "มาม่า" มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นราคา เนื่องจากต้นทุนสูงขึ้น
  • มีการเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ เข้ามาตรวจสอบและควบคุมการขึ้นราคาสินค้าอย่างเข้มงวด เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน

วันที่ 23 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา (สว.) ซึ่งมี นายมงคล สุระสัจจะ เป็นประธาน ได้พิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับผลกระทบต่อประเทศไทยจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมี น.ส.รัชนนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้เสนอ

น.ส.รัชนนีกร ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงาน และอาจนำไปสู่การขาดแคลนในอนาคต รวมถึงกระทบต่อแรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกำหนดมาตรการดูแลความปลอดภัยแรงงานไทย พร้อมทั้งควบคุมค่าครองชีพและราคาสินค้าให้เป็นธรรมกับประชาชน

ในด้านเศรษฐกิจ คาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยลดลงอย่างน้อย 1% โดยเฉพาะภาคการส่งออกไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งขณะนี้มีมูลค่าความเสียหายแล้วกว่า 60,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งหาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่นเพื่อชดเชย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีสมาชิกวุฒิสภาร่วมอภิปรายรวม 31 คน โดยส่วนใหญ่แสดงความกังวลต่อผลกระทบในวงกว้าง ทั้งด้านพลังงาน การขนส่ง การจราจร ตลอดจนภาคเกษตรกรรมที่ต้องเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาปุ๋ย และอาหารสัตว์ รวมถึงผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น

นายปฏิมา จิระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ผลกระทบด้านพลังงานได้ดันราคาสินค้าหลายประเภทปรับตัวสูงขึ้น เช่น ราคาไข่ไก่ที่เพิ่มขึ้นฟองละ 20 สตางค์ พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เร่งตรวจสอบการขึ้นราคาสินค้าอย่างเข้มงวด

นายปฏิมา ยังกล่าวว่า จากการหารือกับผู้บริหารบริษัทสหพัฒนพิบูล พบว่ามีแนวโน้มปรับขึ้นราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” ซึ่งถือเป็นสินค้าพื้นฐานของประชาชน โดยมองว่า การปรับราคาสินค้าจำเป็นต้องมีความโปร่งใส ชี้แจงโครงสร้างต้นทุนอย่างชัดเจน ไม่ใช่ปรับขึ้นในอัตราที่เกินสมเหตุสมผล

นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าวิกฤตดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะพลังงาน แต่ลุกลามไปยังสินค้าหลากหลายประเภท เช่น ถุงพลาสติกที่มีต้นทุนสูงขึ้นจากราคาเม็ดพลาสติก

พร้อมกันนี้ นายปฏิมา เสนอแนวทางให้ภาครัฐและประชาชนปรับตัวเพื่อรับมือวิกฤติ โดยภาครัฐควรส่งเสริมการใช้น้ำมันภาคเกษตร และในระดับครัวเรือน แนะนำให้ประชาชนหันมาพึ่งพาตนเองมากขึ้น เช่น การปลูกผัก เลี้ยงไก่ครัวเรือนละ 2 ตัว และเลี้ยงปลา เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพในระยะยาว โดยเฉพาะหากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อหรือรุนแรงถึงขั้นสงครามขนาดใหญ่ในอนาคต