
วุฒิสภาถกวิกฤตตะวันออกกลาง ปูด“มาม่า”จ่อขึ้นราคาจี้พาณิชย์คุมเข้มต้นทุน
สว.แห่อภิปราย 31 คน ห่วงผลกระทบสงครามตะวันออกกลางลามเศรษฐกิจไทย เสี่ยงพลังงานขาดแคลน ส่งออกเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านบาท “ปฏิมา”ชี้สินค้าจ่อขึ้นราคาทุกหมวด รวมถึง “มาม่า”
KEY
POINTS
- วุฒิสภาจัดประชุมด่วน เพื่อพิจารณาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีต่อประเทศไทย
- สมาชิกวุฒิสภาเปิดเผยข้อมูลว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป "มาม่า" มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นราคา เนื่องจากต้นทุนสูงขึ้น
- มีการเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ เข้ามาตรวจสอบและควบคุมการขึ้นราคาสินค้าอย่างเข้มงวด เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน
วันที่ 23 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา (สว.) ซึ่งมี นายมงคล สุระสัจจะ เป็นประธาน ได้พิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับผลกระทบต่อประเทศไทยจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมี น.ส.รัชนนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้เสนอ
น.ส.รัชนนีกร ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงาน และอาจนำไปสู่การขาดแคลนในอนาคต รวมถึงกระทบต่อแรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกำหนดมาตรการดูแลความปลอดภัยแรงงานไทย พร้อมทั้งควบคุมค่าครองชีพและราคาสินค้าให้เป็นธรรมกับประชาชน
ในด้านเศรษฐกิจ คาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยลดลงอย่างน้อย 1% โดยเฉพาะภาคการส่งออกไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งขณะนี้มีมูลค่าความเสียหายแล้วกว่า 60,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งหาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่นเพื่อชดเชย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีสมาชิกวุฒิสภาร่วมอภิปรายรวม 31 คน โดยส่วนใหญ่แสดงความกังวลต่อผลกระทบในวงกว้าง ทั้งด้านพลังงาน การขนส่ง การจราจร ตลอดจนภาคเกษตรกรรมที่ต้องเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาปุ๋ย และอาหารสัตว์ รวมถึงผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น
นายปฏิมา จิระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ผลกระทบด้านพลังงานได้ดันราคาสินค้าหลายประเภทปรับตัวสูงขึ้น เช่น ราคาไข่ไก่ที่เพิ่มขึ้นฟองละ 20 สตางค์ พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เร่งตรวจสอบการขึ้นราคาสินค้าอย่างเข้มงวด
นายปฏิมา ยังกล่าวว่า จากการหารือกับผู้บริหารบริษัทสหพัฒนพิบูล พบว่ามีแนวโน้มปรับขึ้นราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” ซึ่งถือเป็นสินค้าพื้นฐานของประชาชน โดยมองว่า การปรับราคาสินค้าจำเป็นต้องมีความโปร่งใส ชี้แจงโครงสร้างต้นทุนอย่างชัดเจน ไม่ใช่ปรับขึ้นในอัตราที่เกินสมเหตุสมผล
นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าวิกฤตดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะพลังงาน แต่ลุกลามไปยังสินค้าหลากหลายประเภท เช่น ถุงพลาสติกที่มีต้นทุนสูงขึ้นจากราคาเม็ดพลาสติก
พร้อมกันนี้ นายปฏิมา เสนอแนวทางให้ภาครัฐและประชาชนปรับตัวเพื่อรับมือวิกฤติ โดยภาครัฐควรส่งเสริมการใช้น้ำมันภาคเกษตร และในระดับครัวเรือน แนะนำให้ประชาชนหันมาพึ่งพาตนเองมากขึ้น เช่น การปลูกผัก เลี้ยงไก่ครัวเรือนละ 2 ตัว และเลี้ยงปลา เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพในระยะยาว โดยเฉพาะหากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อหรือรุนแรงถึงขั้นสงครามขนาดใหญ่ในอนาคต






