thansettakij
thansettakij
ราชกิจจาฯ ออกคำสั่งด่วน เปิดทางดึง 'น้ำมันสำรอง' รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

ราชกิจจาฯ ออกคำสั่งด่วน เปิดทางดึง 'น้ำมันสำรอง' รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

22 มี.ค. 69 | 13:01 น.
อัปเดตล่าสุด :22 มี.ค. 69 | 13:45 น.

ราชกิจจาฯ เผยคำสั่งนายกฯ ปรับมาตรการน้ำมัน เปิดทางผู้ค้าน้ำมันนำน้ำมันสำรองออกใช้ได้ทันที หวังแก้ปัญหาขาดแคลน-กระจายเชื้อเพลิงรวดเร็วทั่วประเทศ

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ฉบับใหม่ เพื่อปรับมาตรการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง รับมือสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเปิดทางให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถนำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการแก่ประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

คำสั่งดังกล่าวลงวันที่ 21 มีนาคม 2569 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง และลดความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนในประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

สาระสำคัญของคำสั่งฉบับนี้ คือ การยกเลิกข้อกำหนดเดิมบางส่วนเกี่ยวกับการสำรองน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ซึ่งก่อนหน้านี้กำหนดให้ต้องสำรองน้ำมันในอัตรา  3.5% และ 3%  ตามลำดับในช่วงเวลาที่กำหนด

ราชกิจจาฯ ออกคำสั่งด่วน เปิดทางดึง 'น้ำมันสำรอง' รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

การปรับเงื่อนไขดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถนำสต๊อกน้ำมันสำรองออกมาใช้ได้ทันที เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบและเร่งกระจายไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ ลดปัญหาคอขวดด้านการขนส่งและการกระจายสินค้าในช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูง

ทั้งนี้ คำสั่งอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการกำหนดมาตรการฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

ก่อนหน้านี้ กรณีผู้ค้าน้ำมันไม่สามารถสำรองน้ำมันได้ตามเกณฑ์ หรืออาจเกิดความเสียหายเกินสมควร อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สามารถออกคำสั่งผ่อนผันได้เป็นรายกรณี

การออกคำสั่งฉบับใหม่ครั้งนี้ สะท้อนแนวทางของภาครัฐในการปรับนโยบายเชิงรุก เพื่อให้ระบบพลังงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น รองรับความไม่แน่นอนของตลาดโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน

คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป และถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน ควบคู่กับการดูแลค่าครองชีพของประชาชนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกผันผวน