
เจาะลึกมาตรา 161 วรรค 3 ทางออกรัฐบาลใหม่ 'ลุยงานด่วน' ฝ่าวิกฤตพลังงาน
นักวิชาการจุฬาฯ ร่วมถอดรหัส มาตรา 161 วรรค 3 รัฐธรรมนูญ ชี้ กฎหมายเปิดช่องให้ ครม. ชุดใหม่ หากมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ประเทศชาติ
KEY
POINTS
- มาตรา 161 วรรค 3 ถูกเสนอเป็นทางออกให้รัฐบาลใหม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานเร่งด่วนได้ทันที
- รัฐบาลใหม่สามารถเริ่มทำงานได้ทันทีหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ โดยยังไม่ต้องผ่านขั้นตอนการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือแถลงนโยบาย
- การใช้อำนาจตามมาตรานี้ทำให้รัฐบาลใหม่มีอำนาจเต็มในการจัดการปัญหา ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลรักษาการที่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย
ในสภาวะที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหารุ้มเร้ารอบด้านโดยเฉพาะวิกฤตด้านพลังงานแต่รัฐบาลใหม่ยังอยู่ในกระบวนการจัดตั้งตามขั้นตอนปกติจากข้อเสนอของ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ที่ได้หยิบยกรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 วรรค 3 ขึ้นมาเป็น "ทางออก" ให้รัฐบาลสามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 161 วรรคท้าย ระบุว่า ในกรณีที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนที่จะถวายสัตย์ปฏิญาณ ให้คณะรัฐมนตรีนั้นดำเนินการตามมาตรา 162 วรรคสองได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้คณะรัฐมนตรีตามมาตรา 168 (1) พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมดังกล่าว
สำหรับ มาตรา 162 ระบุว่า คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่
ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้
ฐานเศรษฐกิจ สัมภาษณ์พิเศษ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำความเข้าใจถึงนัยสำคัญของข้อกฎหมายนี้ รวมถึงขอบเขตอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลในช่วงรอยต่อที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของบ้านเมืองเวลานี้ ด้วยข้อจำกัดของ "รัฐบาลรักษาการ" และโจทย์ใหญ่ที่รอการแก้ไข
ดร.สติธร ได้อธิบายถึงสถานะปัจจุบันว่า รัฐบาลรักษาการ หลังการยุบสภามีข้อจำกัดทางกฎหมายค่อนข้างมาก เช่น ไม่สามารถอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ได้โดยอิสระหรือหากจำเป็นต้องทำก็ต้องขอความเห็นชอบจาก กกต. แต่โจทย์วิกฤตพลังงานในวันนี้อาจต้องการ "อำนาจเต็ม" ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เช่น การออกพระราชกำหนด (พรก.) เพื่อแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันหรือการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันที่ติดลบมหาศาลซึ่งรัฐบาลรักษาการไม่สามารถทำได้
"ตามปกติแล้วรัฐบาลใหม่จะเริ่มทำงานได้เต็มที่ต้องผ่านขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม., การเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณและการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาซึ่งชี้ให้เห็นว่า มาตรา 161 วรรคท้าย เปิดช่องว่างไว้สำหรับกรณีที่จำเป็นเร่งด่วน"
"รัฐธรรมนูญวางหลักการไว้ว่า เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ครม. มาแล้ว ให้ ครม. สามารถปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนที่จะถวายสัตย์ปฏิญาณได้เพื่อไม่ให้กระทบประโยชน์สำคัญของแผ่นดินเท่าที่จำเป็น นี่คือใจความสำคัญจากตัวบทกฎหมาย
โดยปกติ ครม. ชุดเดิมจะออกจากตำแหน่งเมื่อชุดใหม่แถลงนโยบายเสร็จสิ้นแต่หากมีการใช้มาตรานี้ ทันทีที่มีการโปรดเกล้าฯ ครม. ชุดใหม่ลงมา ครม.ชุดเดิมต้องพ้นหน้าที่ไปทันทีเพื่อให้รัฐมนตรีชุดใหม่เข้าทำงานแทนที่เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน "
เมื่อถามถึงประเด็นที่อาจมีการพูดถึงว่า รัฐบาลต้องถวายสัตย์ปฎิญาณก่อนหรือไม่นั้น ดร.สติธร สะท้อนมุมมองว่า ในทางปฏิบัติการโปรดเกล้าฯ และการนัดหมายถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น มักจะเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันอยู่แล้วแต่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรานี้ คือ นับแต่วันที่โปรดเกล้าฯ ให้ถือว่า รัฐบาลมีอำนาจทำงานได้ทันที
สุดท้ายแล้วมาตรานี้ควรถูกหยิบมาใช้เมื่อใดนั้น ดร.สติธรณ์ ระบุว่า ขึ้นอยู่กับ "ความจำเป็นเร่งด่วน" และ "ภาวะผู้นำ"
"ถ้าดูแล้วว่า จำเป็นเร่งด่วนมาก รอ 5 วัน 7 วันไม่ไหว สถานการณ์น้ำมันวิกฤตมาก ต้องรีบใช้อำนาจเต็มออกกฎหมายก็ทำได้เลยโดยไม่ต้องกลัวผิดรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องอยู่แล้วแต่อาจจะต้องปรึกษากฤษฎีกาเพื่อให้เกิดความรอบคอบในการตีความ "ความจำเป็นเร่งด่วน" นั้นก่อน" ดร.สติธร ระบุทิ้งท้าย






