thansettakij
thansettakij
“วิโรจน์”แฉเบื้องหลังคดี“ชนนพัฒน์”เร็วผิดปกติ ซ่อนเกมการเมือง

“วิโรจน์”แฉเบื้องหลังคดี“ชนนพัฒน์”เร็วผิดปกติ ซ่อนเกมการเมือง

07 มี.ค. 2569 | 08:18 น.
อัปเดตล่าสุด :07 มี.ค. 2569 | 08:19 น.

“วิโรจน์ ลักขณาอดิศร”แฉมิติการเมืองเบื้องหลังคดี “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดัน สส. และทำให้ฝ่ายค้านแตกความเป็นเอกภาพในสภา

KEY

POINTS

  • นายวิโรจน์ ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ DSI และ ปปง. ดำเนินคดีต่อ นายชนนพัฒน์ ส.ส.พรรคกล้าธรรม มีความรวดเร็วผิดปกติ และอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองแฝงอยู่เบื้องหลัง
  • วิเคราะห์ว่า การดำเนินการนี้อาจเป็นเกมการเมืองเพื่อ 1. ส่งสัญญาณเตือนนักการเมืองคนอื่น 2. สกัดศักยภาพทางการเมืองของพรรคกล้าธรรม และ 3. สร้างความระแวงในหมู่พรรคฝ่ายค้าน
  • ชี้ว่าผลที่ตามมาอาจทำให้ฝ่ายค้านขาดเอกภาพในการตรวจสอบรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้มีการสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่ของเครือข่ายอาชญากรรม ไม่ใช่หยุดแค่บางคน

วันที่ 7 มีนาคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วิเคราะห์กรณีที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าตรวจค้น ยึดทรัพย์ และออกหมายเรียก ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส.ส.พรรคกล้าธรรม ในคดีที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย

นายวิโรจน์ ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจเป็นไปตามกระบวนการกฎหมายตามปกติ แต่หากพิจารณาในมิติทางการเมือง ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่าอาจมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองแฝงอยู่ด้วย

โดยตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง DSI อยู่ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขณะที่ ปปง. อยู่ในโครงสร้างกำกับดูแลของรัฐบาล ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้น การดำเนินการที่รวดเร็วและเข้มข้นเช่นนี้ อาจเกิดขึ้นได้เมื่อมีสัญญาณหรือไฟเขียวทางนโยบายให้ดำเนินการ

3 สมมติฐานการเมือง

นายวิโรจน์ วิเคราะห์สถานการณ์เป็น 3 ประเด็นสำคัญ

1. อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนนักการเมือง

ประการแรก การดำเนินการดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือ “ข่มขู่หรือปราม” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วน ทั้งในพรรคกล้าธรรมและพรรคอื่น ๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงด้านธุรกรรมทางการเงิน

หากฝ่ายบริหารมีข้อมูลเส้นทางการเงินของนักการเมืองอยู่แล้ว การใช้กลไกตรวจสอบทางกฎหมายอาจกลายเป็นเครื่องมือกดดันทางการเมืองได้

ในทางหนึ่งอาจทำให้ สส.บางคนลดท่าทีแข็งกร้าวต่อรัฐบาล เพราะกังวลว่าหากมีร่องรอยเกี่ยวข้องกับธุรกรรมสีเทา อาจถูกตรวจสอบย้อนหลังได้

2. อาจเป็นการสกัดศักยภาพทางการเมืองของพรรคกล้าธรรม

นายวิโรจน์ ยังมองว่า หากพิจารณาจากสมดุลอำนาจทางการเมือง พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์เพียงลำพัง อาจยังไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรัฐบาล
แต่หากมีพรรคการเมืองที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มเข้ามาในสมการ เช่น พรรคกล้าธรรม ซึ่งในวงการการเมืองถูกมองว่าเป็นพรรคที่ “กล้าทำจริง” และมีความสามารถในการต่อรองทางการเมือง ก็อาจทำให้เกมการเมืองเปลี่ยนไป

ดังนั้น หากสามารถทำให้พรรคกล้าธรรมอ่อนแรง หรือถูกจำกัดบทบาทได้ ก็อาจทำให้ฝ่ายรัฐบาลลดความเสี่ยงจากกลยุทธ์ทางการเมืองที่คาดไม่ถึง

3. อาจทำให้ฝ่ายค้านเกิดความระแวงกันเอง

ส.ส.พรรคประชาชนผู้นี้ ยังเตือนว่า การดำเนินคดีต่อ ส.ส.พรรคกล้าธรรมอย่างเปิดเผย อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคฝ่ายค้านซับซ้อนมากขึ้น เพราะหากพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ ต้องทำงานร่วมกับพรรคกล้าธรรมในสภา ก็อาจถูกโจมตีทางการเมืองหรือถูกตั้งคำถามด้านภาพลักษณ์

โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ทางการเมือง เช่น พรรคประชาชน และ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอาจต้องระมัดระวังการร่วมมือกันมากขึ้น

ผลที่ตามมาอาจทำให้การทำงานของฝ่ายค้านที่มีเสียงในสภาประมาณ 200 เสียงอยู่แล้ว ยิ่งขาดเอกภาพ และทำให้การตรวจสอบรัฐบาลหรือผลักดันกฎหมายสำคัญทำได้ยากขึ้น

แนะฝ่ายค้านสื่อสารตรงไปตรงมา

นายวิโรจน์ เสนอว่า พรรคฝ่ายค้านควรสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันในระบบรัฐสภา ในบางกรณี พรรคฝ่ายค้านอาจต้องร่วมมือกันเพื่อผลักดันกฎหมายหรือกลไกตรวจสอบรัฐบาล แม้จะมีความเห็นต่างกันในหลายเรื่อง
พร้อมเห็นว่า ควรกำหนดเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่า ประเด็นใดสามารถร่วมมือกันได้ และประเด็นใดที่ไม่สามารถยอมรับได้ พร้อมอธิบายเหตุผลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

คดีต้องเป็นไปตามก.ม.-จี้สาวตัวการใหญ่

ท้ายที่สุด นายวิโรจน์ ย้ำว่า คดีของ นายชนนพัฒน์ นาคสั้ว รวมถึงบุคคลอื่นที่ถูกกล่าวหา ต้องดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิพิสูจน์ความบริสุทธิ์

อย่างไรก็ตาม ขอเตือนสังคมไม่ให้มองว่า การดำเนินคดีกับบุคคลเพียงไม่กี่ราย จะสามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ขบวนการสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ หรือฟอกเงิน ได้ทั้งหมด

นายวิโรจน์ ระบุว่า อาชญากรรมลักษณะนี้มักเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ ที่มีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังจำนวนมาก ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายควร “สาวให้ถึงต้นตอ” และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

“ไม่มีใครใหญ่ไปกว่ากฎหมาย และหากจะปราบปรามก็ต้องทำให้ถึงที่สุด ไม่ใช่หยุดเพียงแค่ตัวละครบางคน” นายวิโรจน์กล่าวทิ้งท้าย