

KEY
POINTS
นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัตร เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเรียกร้องให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ โดยให้เหตุผลว่า กระบวนการนับคะแนนในหลายพื้นที่มีข้อสงสัยด้านความโปร่งใส
นายกัณวีร์ ระบุว่า จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์หลังวันเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบประเด็นที่น่ากังวลในหลายจังหวัด อาทิ จังหวัดชลบุรี ปทุมธานี และ สุพรรณบุรี ซึ่งมีข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบและนับคะแนนใหม่
โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดศรีสะเกษ พบความผิดปกติในคะแนน สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเมื่อนำคะแนนรวมมาเปรียบเทียบกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง พบว่า มีคะแนนขาดหายไปประมาณ 5,000 คะแนน ลักษณะเข้าข่าย “บัตรเขย่ง”
นอกจากนี้ ยังพบว่า พรรคพลวัตร หมายเลข 7 ซึ่งมีการบันทึกคะแนนไว้ 7,335 คะแนน กลับปรากฏว่า มีการลบตัวเลขหลักพันออกไป ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เป็นความบกพร่องทางเทคนิคหรือความผิดพลาดในขั้นตอนใด จึงเรียกร้องให้ กกต. ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่า หากพบกรณีบัตรเขย่ง ตามกฎหมายต้องดำเนินการนับคะแนนใหม่
นายกัณวีร์ ยังเปิดเผยอีกว่า ภายหลังเวลา 17.00 น. ของวันเลือกตั้ง ไม่ปรากฏรายชื่อพรรคพลวัตร ในระบบแสดงผลคะแนนแบบบัญชีรายชื่อบนเว็บไซต์ของ กกต. โดยยืนยันว่า มีหลักฐานชัดเจน และเมื่อตรวจสอบย้อนหลังพบว่า รายชื่อผู้สมัคร สส. ของพรรคไม่ได้แสดงผลตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย
จึงตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงเกิดปัญหากับเพียงพรรคเดียว และเหตุใดแบบฟอร์ม 5/18 ซึ่งเป็นเอกสารรายงานผลคะแนนประจำหน่วย จึงไม่สามารถเปิดเผยได้ทันที ทั้งที่ข้อมูลดังกล่าวควรเปิดให้ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความโปร่งใส
สำหรับกระแสเรียกร้องผ่านแฮชแท็ก “นับคะแนนใหม่” นายกัณวีร์ เห็นว่า กกต.ต้องออกมาชี้แจงข้อสงสัยในแต่ละประเด็นอย่างละเอียด เนื่องจากบางพื้นที่มีตัวเลขคะแนนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนประเด็นถึงขั้นเลือกตั้งใหม่หรือไม่นั้น นายกัณวีร์ ระบุว่า หากการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ แม้ต้องใช้งบประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท ก็สามารถดำเนินการได้ แต่ กกต.ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด และแสดงให้เห็นชัดเจนว่า กระบวนการที่ผ่านมาไม่มีข้อบกพร่องหรือการกระทำที่ไม่สุจริต
ทั้งนี้ เห็นว่า กกต. ในฐานะองค์กรอิสระ ต้องทำหน้าที่อย่างโปร่งใส และเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ พร้อมขอให้ประชาชนร่วมกันเป็นหูเป็นตาในกระบวนการทางการเมือง เพราะทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย