

KEY
POINTS
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) จากสหราชอาณาจักร รายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเลือกตั้งทั่วไปของไทย โดยพรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะอย่างชัดเจน ส่งผลให้มีความเป็นไปได้สูงในการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพ และอาจยุติช่วงเวลาความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาหลายปี
การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากนายอนุทินตัดสินใจยุบสภาในเดือนธันวาคม 2568 โดยให้เหตุผลว่าความขัดแย้งภายในระหว่างพรรคการเมืองต่าง ๆ ทำให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การยุบสภาเกิดขึ้นในช่วงที่ไทยเผชิญความตึงเครียดด้านชายแดนกับกัมพูชา ซึ่งนักวิเคราะห์การเมืองมองว่าเป็นจังหวะที่ผู้นำสายอนุรักษนิยมใช้กระแสชาตินิยมที่เพิ่มสูงขึ้นมาเสริมความได้เปรียบทางการเมือง
ก่อนหน้านี้ นายอนุทินเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตผู้นำรัฐบาลจากพรรคเพื่อไทย ที่พ้นจากตำแหน่งจากวิกฤตความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา และจากนั้นไม่ถึง 100 วัน เขาได้ตัดสินใจยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่
รายงานของรอยเตอร์อ้างอิงผลการนับคะแนนเบื้องต้นจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อมีการรายงานผลแล้วเกือบ 95% พบว่า พรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่งประมาณ 193 ที่นั่ง ในสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคแนวก้าวหน้า ได้ประมาณ 118 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ได้เพียง 74 ที่นั่ง
พรรคการเมืองอื่น ๆ รวมกันได้ราว 117 ที่นั่ง ทำให้แม้ภูมิใจไทยจะยังไม่ได้ครองเสียงข้างมากเด็ดขาด แต่ก็อยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งอย่างมากในการจัดตั้งรัฐบาลผสม
นายอนุทินกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังทราบผลการเลือกตั้งว่า “ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ เป็นชัยชนะของคนไทยทุกคน ไม่ว่าท่านจะเลือกพรรคใด เราจะทำหน้าที่รับใช้ประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ”
ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์และกรรมการผู้จัดการสถาบันอนาคตไทยศึกษา (ThailandFuture) ให้ความเห็นผ่านรอยเตอร์ว่า ผลการเลือกตั้งสะท้อนว่าพรรคภูมิใจไทยมีศักยภาพสูงในการผลักดันนโยบายสำคัญที่ใช้หาเสียง เช่น โครงการอุดหนุนผู้บริโภค และการยกเลิกข้อตกลงกับกัมพูชาเกี่ยวกับการอ้างสิทธิทางทะเล
ดร. ณภัทร ระบุว่า นี่อาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ประเทศไทยจะมีรัฐบาลซึ่งมี “อำนาจเชิงประสิทธิผล” ในการบริหารประเทศ โดยเป็นการผนึกกำลังกันระหว่างชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยม และนักการเมืองกระแสหลัก
ความสำเร็จของนายอนุทินมาจากการชูแนวคิดชาตินิยมอย่างชัดเจน และยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทยในการดึงนักการเมืองจากพรรคคู่แข่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท เข้ามาเสริมฐานเสียง
นอกจากนี้ยังมีนักวิเคราะห์การเมืองอิสระ ระบุว่า ขนาดของชัยชนะครั้งนี้เกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ และสะท้อนว่าบรรยากาศการเมืองที่เน้นชาตินิยมช่วยรวมคะแนนเสียงฝ่ายอนุรักษนิยมไว้ได้อย่างมีพลัง
พรรคประชาชนปฏิเสธร่วมรัฐบาล
ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวกับผู้สื่อข่าวในช่วงที่ผลคะแนนยังอยู่ระหว่างการนับว่า พรรคมีแนวโน้มพ่ายแพ้ และประกาศชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ รวมถึงจะไม่ตั้งรัฐบาลแข่ง แต่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
“หากภูมิใจไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคประชาชนก็จำเป็นต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน” นายณัฐพงษ์กล่าว
แม้ตลอดช่วงหาเสียง พรรคประชาชนจะชูนโยบายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมือง และเคยนำในผลสำรวจหลายสำนักแต่โพลช่วงสัปดาห์สุดท้ายกลับคาดการณ์ว่าภูมิใจไทยจะเป็นผู้ชนะ
นักวิเคราะห์มองว่า การที่พรรคประชาชนเคยสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงก่อนหน้า อาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ทำให้พรรคสูญเสียจุดยืนทางอุดมการณ์ และเปิดทางให้ภูมิใจไทยได้เปรียบจากสถานะรัฐบาล
รายงานของรอยเตอร์ยังระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยได้ลงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแทนรัฐธรรมนูญปี 2560 หรือไม่ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเปิดทางให้สถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยเฉพาะวุฒิสภา มีอำนาจสูง
ผลนับคะแนนเบื้องต้นของคณะกรรมการการเลือกตั้งพบว่า ผู้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยคะแนนเกือบ 2 ต่อ 1
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วถึง 20 ฉบับ นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร และกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังต้องผ่านประชามติอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง ก่อนจะประกาศใช้ได้
ข้อมูล : Reuters