thansettakij

โผ ครม. 69 กูรู คาด 'น้ำเงิน–เขียว–แดง' จับขั้วตั้งรัฐบาล

09 ก.พ. 2569 | 07:06 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.พ. 2569 | 10:07 น.

กูรู ชี้การเมืองเข้าสู่ยุคบ้านใหญ่–ชาตินิยม เปิด 3 สูตรจับขั้วตั้งรัฐบาล โดยสูตร 'น้ำเงิน–เขียว–แดง' เสถียรภาพสูงสุด ท่ามกลางความท้าทายฟื้นเศรษฐกิจไทยที่โตต่ำ คาดปี 69-70 โตไม่เกิน 2%

ภายหลังผลการเลือกตั้งทั่วไปอย่างไม่เป็นทางการปี 2569 ปรากฏว่าพรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม รายการ “ฐานทอล์ค” ทางเนชั่นทีวี 22 ได้วิเคราะห์ทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเชิญ ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำภาควิชาการบริหารการเมือง มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และผู้อำนวยการเนชั่นโพล และ รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ร่วมถอดรหัส 'เกมจับขั้วรัฐบาล' หลังเลือกตั้ง

ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า การเลือกตั้งรอบนี้แตกต่างจากปี 2566 อย่างมีนัยสำคัญ กระแสการเมืองแบบแบ่งขั้วรุนแรงลดลง ขณะที่ฐานเสียงฝ่ายอนุรักษนิยมเติบโตขึ้นจนสามารถรวมเสียงได้เกือบ 300 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่ง ปัจจัยสำคัญมาจากกระแสชาตินิยม และความแข็งแรงของพรรคที่มีโครงสร้าง 'บ้านใหญ่' ซึ่งคุ้นชินกับการเมืองเชิงพื้นที่และการจัดการเลือกตั้งในระบบ

ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนเผชิญการหดตัวของคะแนน ทั้งในระบบบัญชีรายชื่อและ สส.เขต สะท้อนการปรับกลยุทธ์ของคู่แข่ง โดยเฉพาะพรรคการเมืองสายบ้านใหญ่ที่นำเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล (Database Analysis) มาใช้ผสานกับการเมืองภาคสนามอย่างเข้มข้น

วิเคราะห์ 3 สูตรจับขั้วรัฐบาล

สูตรที่ 1: ภูมิใจไทย–เพื่อไทย–กล้าธรรม (น้ำเงิน–แดง–เขียว)

  • สูตรนี้ถูกประเมินว่า 'แข็งแรงที่สุด' ด้วยจำนวนเสียงประมาณ 330 เสียง เกินกึ่งหนึ่งอย่างชัดเจน สามารถบริหารประเทศและผลักดันกฎหมายสำคัญได้ต่อเนื่อง ทั้งงบประมาณรายจ่าย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และนโยบายเชิงโครงสร้าง โดยเป็นสูตรที่ผศ.ดร.เชษฐาระบุว่ามีเสถียรภาพทางการเมืองสูงสุด

สูตรที่ 2: ภูมิใจไทย–กล้าธรรม–ประชาธิปัตย์–พรรคเล็ก

  • เป็นสูตรทางเลือกที่ยังคงให้ภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล แต่ต้องอาศัยการรวมพรรคขนาดกลางและเล็กจำนวนมาก เสถียรภาพขึ้นอยู่กับการจัดสรรตำแหน่งและความเหนียวแน่นของพรรคร่วม ซึ่งมีความเสี่ยงต่อแรงต่อรองทางการเมืองในระยะยาว
  • หากภูมิใจไทยไม่เอาเพื่อไทย อาจรวมพรรคเล็กและดึงประชาธิปัตย์มาร่วม โดยอาจเสนอตำแหน่งประธานสภาให้คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อลดแรงเสียดทานที่นายอภิสิทธิ์เคยประกาศไว้ว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม

สูตรที่ 3: ภูมิใจไทย–กล้าธรรม (เสียงปริ่มน้ำ)

  • มีเสียงราว 270 เสียง โดยปล่อยให้พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอื่น ๆ เป็นฝ่ายค้าน แม้จะจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ถูกมองว่าเปราะบางที่สุด และอาจเผชิญแรงกดดันทั้งจากสภาและนอกสภา

"อย่างไรก็ตาม การจะตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ควรรวบรวม สส. ให้ได้ 290-320 ที่นั่ง น้อยกว่านี้ ก็มีความเสี่ยง แต่ถ้ามากกว่านี้ ก็จะเกิดการต่อรองจากพรรคต่าง ๆ มากเกินไป โดยสัดส่วนของการขอเก้าอี้ใน ครม. นั้น คือ 9 เสียง ต่อ 1 เก้าอี้"

เปิดโผ ครม. สูตรหลัก “น้ำเงิน–เขียว–แดง”

ในสูตรที่ 1 ซึ่งถูกประเมินว่าเป็นตัวเต็ง ยังมีการประเมินโครงสร้างคณะรัฐมนตรีเบื้องต้น โดยพรรคภูมิใจไทยจะคุมตำแหน่งหลักด้านอำนาจและเศรษฐกิจ ขณะที่พรรคกล้าธรรมและพรรคเพื่อไทยแบ่งกระทรวงสำคัญเพื่อเสริมเสถียรภาพรัฐบาล ได้แก่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อยู่ในโควตาภูมิใจไทย , รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ การต่างประเทศ อุตสาหกรรม คมนาคม แรงงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการท่องเที่ยวและกีฬา ถูกจัดวางให้ครอบคลุมทั้ง 'บ้านใหญ่' และสายบริหารเชิงเทคนิค

โผ ครม. 69 กูรู คาด 'น้ำเงิน–เขียว–แดง' จับขั้วตั้งรัฐบาล

ทำไมสูตร 'น้ำเงิน–เขียว–แดง' เป็นไปได้ที่สุด

รศ.ดร.อัทธ์ วิเคราะห์จากมุมเศรษฐกิจว่า ภาคธุรกิจและตลาดการเงินต้องการรัฐบาลที่ 'นิ่งและคาดการณ์ได้' มากกว่านโยบายหวือหวา ผลเลือกตั้งที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะ ทั้งที่มีนโยบายเศรษฐกิจไม่มากและใช้งบประมาณต่ำ สะท้อนพฤติกรรมผู้เลือกตั้งที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความเป็นชาตินิยม และการเข้าถึงของ สส.เขต มากกว่ารายละเอียดนโยบายจำนวนมาก

การดึงพรรคเพื่อไทยเข้ามาเสริมรัฐบาล ยังช่วยลดแรงต้านทางการเมือง เพิ่มความชอบธรรมในสายตาประชาชนและนักลงทุน ขณะที่พรรคกล้าธรรมทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมเชิงโครงสร้าง ทำให้รัฐบาลมีทั้งจำนวนเสียง ความต่อเนื่องเชิงนโยบาย และอำนาจต่อรองในสภา

ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ IMF คาดการณ์การเติบโตปีนี้เพียงราว 1.6% และมีโอกาสขยับขึ้นหากนโยบายถูกทิศทาง แต่ในปี 2570 ก็คาดว่า GDP ไทยก็ไม่น่าโตเกิน 2% ทั้งนี้ นักวิชาการทั้งสองเห็นตรงกันว่า สูตรรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงสุด จะเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อความสามารถในการฟื้นเศรษฐกิจ และกำหนดทิศทางประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของทศวรรษนี้