
ภายหลังผลการเลือกตั้งทั่วไปอย่างไม่เป็นทางการปี 2569 ปรากฏว่าพรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม รายการ “ฐานทอล์ค” ทางเนชั่นทีวี 22 ได้วิเคราะห์ทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเชิญ ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำภาควิชาการบริหารการเมือง มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และผู้อำนวยการเนชั่นโพล และ รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ร่วมถอดรหัส 'เกมจับขั้วรัฐบาล' หลังเลือกตั้ง
ผศ.ดร.เชษฐา ระบุว่า การเลือกตั้งรอบนี้แตกต่างจากปี 2566 อย่างมีนัยสำคัญ กระแสการเมืองแบบแบ่งขั้วรุนแรงลดลง ขณะที่ฐานเสียงฝ่ายอนุรักษนิยมเติบโตขึ้นจนสามารถรวมเสียงได้เกือบ 300 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่ง ปัจจัยสำคัญมาจากกระแสชาตินิยม และความแข็งแรงของพรรคที่มีโครงสร้าง 'บ้านใหญ่' ซึ่งคุ้นชินกับการเมืองเชิงพื้นที่และการจัดการเลือกตั้งในระบบ
ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนเผชิญการหดตัวของคะแนน ทั้งในระบบบัญชีรายชื่อและ สส.เขต สะท้อนการปรับกลยุทธ์ของคู่แข่ง โดยเฉพาะพรรคการเมืองสายบ้านใหญ่ที่นำเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล (Database Analysis) มาใช้ผสานกับการเมืองภาคสนามอย่างเข้มข้น
สูตรที่ 1: ภูมิใจไทย–เพื่อไทย–กล้าธรรม (น้ำเงิน–แดง–เขียว)
สูตรที่ 2: ภูมิใจไทย–กล้าธรรม–ประชาธิปัตย์–พรรคเล็ก
สูตรที่ 3: ภูมิใจไทย–กล้าธรรม (เสียงปริ่มน้ำ)
"อย่างไรก็ตาม การจะตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ควรรวบรวม สส. ให้ได้ 290-320 ที่นั่ง น้อยกว่านี้ ก็มีความเสี่ยง แต่ถ้ามากกว่านี้ ก็จะเกิดการต่อรองจากพรรคต่าง ๆ มากเกินไป โดยสัดส่วนของการขอเก้าอี้ใน ครม. นั้น คือ 9 เสียง ต่อ 1 เก้าอี้"
ในสูตรที่ 1 ซึ่งถูกประเมินว่าเป็นตัวเต็ง ยังมีการประเมินโครงสร้างคณะรัฐมนตรีเบื้องต้น โดยพรรคภูมิใจไทยจะคุมตำแหน่งหลักด้านอำนาจและเศรษฐกิจ ขณะที่พรรคกล้าธรรมและพรรคเพื่อไทยแบ่งกระทรวงสำคัญเพื่อเสริมเสถียรภาพรัฐบาล ได้แก่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อยู่ในโควตาภูมิใจไทย , รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ การต่างประเทศ อุตสาหกรรม คมนาคม แรงงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการท่องเที่ยวและกีฬา ถูกจัดวางให้ครอบคลุมทั้ง 'บ้านใหญ่' และสายบริหารเชิงเทคนิค
รศ.ดร.อัทธ์ วิเคราะห์จากมุมเศรษฐกิจว่า ภาคธุรกิจและตลาดการเงินต้องการรัฐบาลที่ 'นิ่งและคาดการณ์ได้' มากกว่านโยบายหวือหวา ผลเลือกตั้งที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะ ทั้งที่มีนโยบายเศรษฐกิจไม่มากและใช้งบประมาณต่ำ สะท้อนพฤติกรรมผู้เลือกตั้งที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความเป็นชาตินิยม และการเข้าถึงของ สส.เขต มากกว่ารายละเอียดนโยบายจำนวนมาก
การดึงพรรคเพื่อไทยเข้ามาเสริมรัฐบาล ยังช่วยลดแรงต้านทางการเมือง เพิ่มความชอบธรรมในสายตาประชาชนและนักลงทุน ขณะที่พรรคกล้าธรรมทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมเชิงโครงสร้าง ทำให้รัฐบาลมีทั้งจำนวนเสียง ความต่อเนื่องเชิงนโยบาย และอำนาจต่อรองในสภา
ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ IMF คาดการณ์การเติบโตปีนี้เพียงราว 1.6% และมีโอกาสขยับขึ้นหากนโยบายถูกทิศทาง แต่ในปี 2570 ก็คาดว่า GDP ไทยก็ไม่น่าโตเกิน 2% ทั้งนี้ นักวิชาการทั้งสองเห็นตรงกันว่า สูตรรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงสุด จะเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อความสามารถในการฟื้นเศรษฐกิจ และกำหนดทิศทางประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของทศวรรษนี้